111 ปี ชาตกาล พระมงคลสิทธิการ หลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข ผู้เป็นอาจารย์ที่เคารพยิ่งประดุจบิดา

0
77

111 ปี ชาตกาล พระมงคลสิทธิการ หลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข ผู้เป็นอาจารย์ที่เคารพยิ่งประดุจบิดา

เจริญพรญาติโยมผู้อ่านทุกท่าน ในช่วงที่ผ่านมานี้ทางวัดไผ่ล้อม จังหวัดนครปฐม มีงานใหญ่ วาระสำคัญ นั่นคือ วาระ 111 ปี ชาตกาล พระมงคลสิทธิการ (พูล อตฺตรกฺโข) หรือพระเดชพระคุณหลวงพ่อพูล พระอมตเถราจารย์แห่งเมืองนครปฐม ผู้ทรงคุณเพียบพร้อมด้วยศีลาจารวัตรอันงดงาม ทรงพุทธาคม วิทยาคมเป็นที่ประจักษ์แก่ศิษยานุศิษย์ทั้งชาวนครปฐม ไปจนถึงชาวไทย และชาวต่างชาติ เป็นที่พึ่งของผู้คนทุกชนชั้นอย่างเสมอภาค ปราศจากเลือกที่มักรักที่ชัง มาจนถึงบัดนี้ 111 ปี ชาตกาล เป็นโอกาสอันเป็นมงคลที่เหล่าศิษยานุศิษย์จะได้ระลึกถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ผู้เป็นดั่งทั้งอาจารย์ และบิดาในทางธรรม ทั้งทางกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม อันแสดงออกด้วยการต่าง ๆ ดังจะได้กล่าวต่อไป แต่ในเบื้องแรกนี้ อาตมาจะขอกล่าวถึงความทรงจำที่อาตมามีต่อหลวงพ่อ ในฐานะศิษย์ ผู้อุปัฏฐาก และเป็นดั่งลูกของท่าน

พระเดชพระคุณหลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข ในความทรงจำของอาตมา อาตมาเข้ามาอยู่วัดไผ่ล้อมเมื่อท่านมีอายุพอสมควรแล้ว คิดง่าย ๆ ว่า อาตมาอุปสมบทอยู่วัดไผ่ล้อมปี 2536 ตอนนั้นอาตมาอายุ 20 ปี จะเข้า 21 ปี เป็นพระใหม่หนุ่ม ๆ เลย ขณะนั้นหลวงพ่อพูลท่านก็อายุราว 80 ปีแล้ว อายุห่างกันเป็น 60 ปี ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะบวชอยู่ยาวด้วย ตั้งใจจะบวชแค่ 15 วัน แต่เมื่อได้สัมผัสใกล้ชิดกับหลวงพ่อพูล อาตมาก็เกิดศรัทธา รู้สึกร่มเย็นในใจ คิดว่านี่แหละ ที่ที่อาตมารู้สึกแล้วว่าร่มเย็นจริง ๆ อาตมาก็เลยตัดสินใจบวชไม่สึก และหลังจากอาตมาได้ทดสอบกายใจของตนเองสักพรรษาหนึ่ง ได้ใช้ชีวิตอย่างพระที่จาริกไป ปักกลดบำเพ็ญภาวนา อาตมาก็ตัดสินใจมารับผิดชอบอุปัฏฐากท่านอย่างใกล้ชิด นี่คือจุดเริ่มต้นชีวิตระหว่างอาตมากับหลวงพ่อพูล

หลวงพ่อเป็นคนพูดน้อย พูดน้อยจริง ๆ ชนิดว่านิ่งใบ้เลยก็ได้ ท่านจะพูด จะแสดงความคิดเห็นอะไรก็ต่อเมื่อจำเป็น ท่านประพฤติตนอย่างผู้เฝ้าดูความเป็นไปในตนเอง และรอบตนเองอย่างแท้จริง การได้ทำงานใกล้ชิดหลวงพ่อนั้นทำให้ได้เห็นจิตใจอันแท้จริงของหลวงพ่อ ว่าหลวงพ่อพูลนั้นท่านเป็นพระแท้ เป็นสุปฏิปันโน มีชีวิตอย่างเรียบง่าย กุฏิหลังเล็ก ๆ ห้องรก ๆ ของท่านนั่นแหละ ที่จำวัด แต่ก็เป็นที่ที่ต้อนรับมหาเศรษฐีเสนาบดีผู้ใหญ่ไปจนถึงยาจกเข็ญใจ เป็นกุฏิแห่งความสบายใจเพราะใครเข้ามา ออกไปก็สบายใจ อิ่มใจทุกครั้ง อาตมาอยู่กับท่านถึงปี 2539 วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 วันนั้นตรงกับวันวิสาขบูชา หลวงพ่อพูลท่านก็ครอบครูให้อาตมา ถือว่าอาตมานั้นมีศักดิ์และสิทธิ์ได้รับการถ่ายทอดวิชาทั้งหลายจากหลวงพ่อ นั่นคือเกียรติที่อาตมาได้รับด้วยความภูมิใจยิ่ง เพราะการครอบครูนั้นหมายความว่า ครูไว้ใจ วางใจให้เรารับทอดวิชาต่อ หากครูไม่เห็นว่าเหมาะสมแล้ว ก็จะไม่ครอบให้ และจะไม่มีสิทธิ์ได้รับวิชานั้น ๆ จุดนี้เองที่อาตมายิ่งต้องตั้งใจทำงานรับใช้หลวงพ่อให้ดีที่สุด หลวงพ่อท่านไม่ได้สอนงานอย่างจริงจัง แบบว่าต้องทำอย่างนี้ ๆๆ ชี้สั่งอย่างนั้น ๆๆ แต่หลวงพ่อให้อาตมาลองทำด้วยตนเอง ให้เชื่อมั่นในตนเอง แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะช่วย โดยประเดิมงานแรกก็คือ งานก่อสร้างอุโบสถเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี แทนที่อุโบสถหลังเก่าที่คับแคบและทรุดโทรม ครั้งนั้นหลวงพ่อพูลได้มอบหมายให้อาตมาดำเนินงานต่าง ๆ เป็นแม่งานตอนอายุ 24 ปี นี่หนักหนาสาหัสนะ ถ้าไม่ใช่ว่าเป็นพระ แต่เป็นเด็กอายุ 24 ปี สร้างโบสถ์หลังใหญ่โตขนาดนั้น อาตมาจะทำได้หรือ หลวงพ่อพูลท่านก็ให้กำลังใจเสมอ ให้ความเชื่อมั่นว่าจะทำได้ และอาตมาก็ทำได้จริง ๆ สำเร็จเป็นอุโบสถอันสวยงามทั้งภายนอกและภายใน โดยที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงมีพระกรุณาทรงวางศิลาฤกษ์ และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระบรมราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินทรงตัดหวายลูกนิมิต ซึ่งผลสำเร็จดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นมิได้หากปราศจากหลวงพ่อพูล

นับแต่นั้น อาตมาก็เกิดความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น จากเด็กอายุ 24 ปีในผ้าเหลืองที่ได้รับพลังใจจากหลวงพ่อพูลอันเป็นที่เคารพรัก อาตมาก็ตั้งใจเรียนวิชาต่าง ๆ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพูลท่านถ่ายทอดให้โดยไม่ปิดบัง จนสามารถทำได้ สงเคราะห์ผู้คนได้ พร้อมไปกับการบำรุงรักษาเสนาสนะ งานสังคมสงเคราะห์ต่าง ๆ ตามความประสงค์ของหลวงพ่อพูล ตราบจนพระเดชพระคุณหลวงพ่อพูลท่านได้ละสังขารลงเมื่อวันวิสาขบูชา ปี 2548     

วันนั้น คำว่า The show must go on เป็นอย่างไรก็ได้รู้จริง ๆ เพราะวันนั้นเป็นวันไหว้ครูบูรพาจารย์ เมื่อเสร็จขั้นตอนการไหว้ครูภาคเช้าแล้ว ตกบ่ายก็ได้รับทราบข่าวการละสังขารของหลวงพ่อพูล มันเป็นความรู้สึกหลายอย่างระคนกันไป ความเสียใจ อาลัย อาดูร ในฐานะศิษย์ที่ใกล้ชิด แต่ในฐานะศิษย์เอกผู้ได้รับการครอบครูจากหลวงพ่อเองก็ต้องคิดอ่านเตรียมการพิธีของหลวงพ่อ และภาระหน้าที่ปกครองวัด เป็นสมภารเจ้าวัดที่กำลังจะมาถึงตัว จากวันนั้นถึงวันนี้ ปี 2566 พลังใจจากหลวงพ่อพูลนี้เองที่ทำให้อาตมายืนอยู่ตรงนี้ หลวงพ่อพูลคือรากฐานของอาตมา และอาตมาจะต้องแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อหลวงพ่อให้ดีที่สุด เท่าที่ศิษย์คนหนึ่งจะกระทำได้ เพื่อบูชาพระคุณของหลวงพ่อ ทั้งทางกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม

ในปีนี้ 111 ปี ชาตกาล อาตมาได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลเนื่องในโอกาสชาตกาล 111 ปี พระเดชพระคุณพระมงคลสิทธิการ (พูล อตฺตรกฺโข) เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2566 ในการนี้ เป็นพระมหากรุณาธิคุณอีกคำรบหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า พระราชทานผ้าไตรในการบำเพ็ญกุศลครั้งนี้ โดยมีพระเถรานุเถระ ข้าราชการ ศิษยานุศิษย์ สาธุชนทั้งหลายเข้าร่วมพิธี ณ วิหารหลวงพ่อพูล เบื้องหน้าสรีระสังขารของท่าน ด้วยจิตระลึกนึกถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อพูลมิเสื่อมคลาย ในการนี้ ยังมีพิธีอุปสมบทหมู่ในช่วงเช้า เป็นการอุทิศกุศลถวายพระเดชพระคุณหลวงพ่อพูลอีกด้วย

นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 10-18 พฤศจิกายน อาตมายังได้จัดให้มีงานวัดขึ้น อันเป็นการสมโภชชาตกาลของหลวงพ่อพูล โดยมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าและอาหาร เครื่องเล่นต่าง ๆ และมีการแสดงของศิลปินต่าง ๆ ในแต่ละค่ำคืน เป็นการแบ่งปันความสุขสู่ญาติโยม ดังเช่นที่วัดในสังคมไทยเราเป็นมาตลอด

อาตมาขออุทิศส่วนกุศลทั้งหลายเหล่านี้ถวายแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข ผู้เป็นอาจารย์ที่อาตมาเคารพยิ่งประดุจบิดาของตน ขอพระเดชพระคุณท่านจงรับซึ่งกุศลทั้งปวงของอาตมาและศิษยานุศิษย์ทั้งปวงด้วยเทอญ ขอเจริญพร

 

หลวงพี่น้ำฝน : 22 พฤศจิกายน 2566