แชร์ว่อนเน็ตแถลงการณ์ต้าน “ผอ.สำนักพุทธฯ” ฉบับที่ 2 จ่อขึ้นป้ายทุกวัด-ร.ร.พระปริยัติธรรม งดรับเงินงบอุดหนุนจากพศ.

0
23606

กรณีที่มีการนำเอกสารแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 / 2560 ในนามองค์กรพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทย เรื่องการทุจริตเงินอุดหนุนพัฒนาวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ออกเผยแพร่ทางสังคมโซเชียล มิเดีย ทั้งเฟสบุ๊ก กลุ่มไลน์ และทวิตเตอร์ ระบุว่า ตามที่ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) พ.ต.ท. พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ มีการให้ข่าวเสมือนพระสังฆาธิการได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่พศ. ทุจริตเงินอุดหนุน เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายและผลกระทบร้ายแรงต่อคณะสงฆ์ในภาพรวม และอาจจะกระทบไปถึงการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาแผนกธรรมและบาลี ทำให้พุทธบริษัทและผู้นำศาสนิกในศาสนาต่างๆ เข้าใจว่า พระสังฆาธิการเป็นผู้ทุจริตคอรัปชั่นเสียเอง ทั้งที่ข้อเท็จจริงพระสังฆาธิการเป็นเพียงปฏิคาหกคือผู้รับการอุดหนุนงบประมาณตามที่พศ.จัดสรรให้เท่านั้น แม้ล่าสุดประมุขสงฆ์จะมีพระเมตตาห่วงใยสถานการณ์ดังกล่าวที่กำลังลุกลามบานปลายผ่านเลขานุการ แต่กลับเดินหน้าสร้างเครดิตให้ข่าวเชิงลบกับพระสงฆ์ คณะสงฆ์ และมหาเถรสมาคมอย่างต่อเนื่องนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ในโซเชียลมีเดีย ได้มีการแชร์ว่อนแถลงการณ์องค์กรพระสังฆาธิการฯ ฉบับที่ 2/2560 เรื่องการทุจริตเงินอุดหนุนพัฒนาวัดและเงินอุดหนุนการศึกษาสงฆ์ว่า ตามที่พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการทุจริตเงินอุดหนุนพัฒนาวัดทั่วราชอาณาจักรทั้งฝ่ายธรรมยุต และมหานิกาย เสมือนเจ้าอาวาสวัดต่างๆ เป็นผู้ทุจริตโกงกินงบประมาณแผ่นดินดังกล่าวเสียเอง ทำให้เกิดความเสียหายต่อสภาบันพระพุทธศาสนาโดยภาพรวม ทั้งที่ผลสอบข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏ การให้ข่าวแบบคลุมเครือ เหวี่ยงแหของผอ.พศ. แสดงถึงความบกพร่องอย่างรุนแรงด้านภาวะผู้นำ หลักธรรมาภิบาล และวุฒิภาวะในฐานะผู้บริหารระดับสูงขององค์กรทางพระพุทธศาสนา เห็นได้จากการโยกย้ายข้าราชการของผอ.พศ. ที่มุ่งโยกย้ายข้าราชการผู้ปฏิบัติการมากกว่าที่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีหลักฐานพัวพันกับการทุจริตคอรัปชั่น

พฤติการณ์ดังกล่าว กรรมการมหาเถรสมาคมระดับพระสมเด็จผู้ปกครองสงฆ์วัดที่ถูกพาดพิง และพระสมเด็จผู้มีหน้าที่รับผิดชอบกำกับดูแลการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ตั้งข้อสังเกตให้คำแนะนำแก้ปัญหาให้ถูกจุด ให้รีบแก้ไขปัญหาภายในพศ.โดยเร็วมากกว่ามุ่งให้ข่าวสร้างความเสียหายต่อสถาบันพระพุทธศาสนาโดยภาพรวม แม้ล่าสุดประมุขสงฆ์จะมีพระเมตตาห่วงใยสถานการณ์ดังกล่าวที่กำลังลุกลามบานปลายผ่านเลขานุการ แต่กลับเดินหน้าสร้างเครดิตให้ข่าวเชิงลบกับพระสงฆ์ คณะสงฆ์ และมหาเถรสมาคมอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น องค์กรพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทยจึงแถลงการณ์มาเพื่อให้ทุกวัด และโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาทุกแห่งภายในประเทศและต่างประเทศขึ้นป้ายไม่ขอรับเงินอุดหนุนใดๆจาก พศ. จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำพศ. หรือผู้นำพศ.แสดงความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในพศ.เชิงประจักษ์เสียก่อน โดยไม่กระทำเพียงหวังสร้างเครดิตให้แก่ตนเองเท่านั้น

ด้านพระราชวรมุนี เลขานุการคณะกรรมกรรมการฝ่ายศาสศึกษา ในฐานะคณะกรรมการประสานงานแผนยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา กล่าวว่า ขณะนี้คณะสงฆ์และพระสังฆาธิการทั่วประเทศ ตื่นตัวในการทำแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาสู่การปฏิบัติ โดยคณะสงฆ์ได้ประชุมขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาไปแล้วจำนวน 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ที่สำคัญกระแสปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนากำลังมาแรง ส่งผลให้พระสังฆาธิการทุกระดับชั้นทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตื่นตัวเป็นอย่างมาก โดยได้ตรวจสอบข้อมูลไปทางเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัดแล้ว ให้ความเห็นตรงกันว่า การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา คือ ทางเลือกและทางรอดของคณะสงฆ์ไทย

 

ด้านพระครูปลัดกวีวัฒน์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร ในฐานะรองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่จะมีการนำมาตรา 44 มาพิจารณาแก้ปัญหาเงินทอนงบฯบูรณปฏิสังขรณ์วัด ว่า สำหรับประเด็นดังกล่าวก็ถือว่าเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายห่วงใย ส่วนตัวเห็นด้วยในการแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งระบบ และจัดการต้นตอของปัญหาให้ตรงประเด็น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการใช้งบฯ ซึ่งเป็นภาษีของชาติ แต่การจะแก้ปัญหาดังกล่าวซึ่งขณะนี้ทุกฝ่ายก็ยอมรับแล้วว่ามีปัญหา ไม่ได้มีผู้ใดคัดค้านในการแก้ปัญหา เพราะมีทั้งประจักษ์หลักฐานและพยานบุคคลที่ชัดเจน ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายฝ่ายห่วงใย ดังนั้นการแก้ปัญหาควรจะเป็นไปด้วยความมีกัลยาณมิตรต่อคณะสงฆ์ ที่ขณะนี้ดูเหมือนจะเป็นจำเลยร่วมในสังคม ทั้งๆ ที่จริงแล้วหน่วยงานของรัฐอย่างสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ซึ่งขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีก็มีปัญหาเช่นกัน ถ้าจะบกพร่องก็มองว่าควรจะร่วมรับผิดชอบทั้งอาณาจักรและศาสนจักร ขอยกตัวอย่างในวงการทหาร เมื่อเกิดปัญหามีข่าวทุจริตทหารก็มีอำนาจในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเบื้องต้น น้อยครั้งที่องค์กรอิสระอย่าง ดีเอสไอ ปปช. ปปป. หรือ สตง. จะลุกขึ้นเปิดโปงวงการทหาร เพราะทหารเป็นสถาบันที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติ ถ้าขาดความเชื่อมั่นก็จะส่งผลกระทบโดยภาพรวม เช่นเดียวกับคณะสงฆ์ เพราะพระพุทธศาสนาถือได้ว่าเป็น 1 ใน 3 สถาบันหลักของชาติเช่นกัน