“เรื่องการเงินของวัด” พระวินัยท่านให้สงฆ์จัดการกันเอง

0
3212

“เรื่องการเงินของวัด” พระวินัยท่านให้สงฆ์จัดการกันเอง

รู้สึกวุ่นวายก้าวก่ายเรื่องพระเรื่องสงฆ์กันนัก โดยเฉพาะผู้ไม่ประสาเรื่องพระธรรมวินัย แต่ยังอวดศักดาใช้กฎหมายมาจัดระเบียบพระสงฆ์ โดยเฉพาะเรื่องเงินซึ่งทางภาษาพระท่านเรียกว่า “ปัจจัย” อันเป็นสิ่งจำเป็นต่อการครองสมณเพศเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาว และยังความร่มเย็นเป็นสุขแก่ชาวโลกตามพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาเอกของโลก

เรื่องเงินของพระ ของวัด พระคุณเจ้าผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรมท่านกล่าวว่า….

เพราะเป็นเงินที่ประชาชนเขาศรัทธาถวายสงฆ์ ก็ต้องแล้วแต่สงฆ์ ท่านจะไปใช้ประโยชน์อย่างไร? ที่ไม่ผิดพระธรรมวินัย ไม่ผิดสมณวิสัย โยมเป็นไวยาวัจกร ก็ขวนขวายในกิจอันควรที่พระสงฆ์มอบหมาย พระธรรมวินัยไม่ได้ให้โยมมาเป็นใหญ่อยู่เหนือพระสงฆ์

ชาวพุทธโปรดเข้าใจตามนี้ จะได้ไม่หลงประเด็น และกระทำการก้าวล่วงพระธรรมวินัยโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

พระธรรมวินัยสมบูรณ์มาแล้วกว่า ๒๕๐๐ ปี ถ้าพระสงฆ์ทำผิดกฎหมาย ก็สามารถดำเนินคดีเอาผิดกับพระได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายใด ๆ ขึ้นมาควบคุมบังคับพระอีกเลย มิฉะนั้นจะกลายเป็นการเอากฎหมายมาใหญ่กว่าพระธรรมวินัย หวังว่าคงไม่มีใครอุตริคิดทำขึ้นมา

การออกกฎหมายใด ๆ ที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ ที่มีโทษทางอาญา ต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อพระธรรมวินัย ทั้งต้องเป็นไปเพื่อการปกป้องส่งเสริมพระธรรมวินัยให้แน่นหนามั่นคงยิ่งขึ้น อย่างนั้นจึงควร มิใช่การออกกฎหมายที่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติ หรือมาเพิกถอนสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้แล้ว

หากนักกฎหมายคนใดคิดการเช่นนั้น คือการพยายามออกกฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อพระธรรมวินัย มาสั่งการให้พระสงฆ์ต้องปฏิบัติอย่างนั้น ต้องทำอย่างโน้น ขอให้ชาวพุทธจงรับรู้ร่วมกันเถิดว่า ไอ้หรืออีคนนั้น กำลังกระทำตัวเป็นภัยต่อพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรง พระสงฆ์จะต้องลุกฮือกันขึ้น เพื่อปกป้องพระธรรมวินัยอย่างแน่นอน เราผู้หนึ่งล่ะ จะไม่มีวันนิ่งดูดาย

กรณีที่จะออกกฎหมายมาควบคุมการเงินของวัด หรือควบคุมการใช้จ่ายเงินของพระสงฆ์ ก็ได้ยินแต่ข่าว แต่ยังไม่ทราบรายละเอียด ขอดูไปก่อนว่า จะมีผลดี ผลเสียอย่างไร? และจะเป็นการเอากฎหมายมาก้าวล่วงต่อพระธรรมวินัยหรือไม่?

เพราะพระธรรมวินัยไม่ได้กำหนดให้พระต้องทำบัญชี ท่านจะใช้เงินบริจาคอันเกิดจากศรัทธาของประชาชนเพื่อสงเคราะห์โลก หรือใช้ในกิจสงฆ์อันควรอันชอบด้วยพระธรรมวินัยอย่างไรก็ได้ เว้นไว้แต่ว่า พระสงฆ์เอาเงินไปใช้ผิดประเภท ผิดวัตถุประสงค์ของการบริจาค อันอาจเป็นการยักยอกเงินสงฆ์ ซึ่งพระวินัยได้บัญญัติโทษไว้ถึงขั้น “ปาราชิก” หากจะออกกฎหมายจัดการกับผู้เช่นนั้น ก็ถือว่าสมควรอยู่ ทั้งนี้ต้องแยกแยะให้ชัดเจน

การใช้จ่ายเงินในแต่ละวัดแต่ละวัน ใครจะไปนั่งทำบัญชีได้ทุกอย่าง มันเพิ่มภาระขึ้นมาอีกมากมาย วัดทั่วประเทศจะมีพระเจ้าอาวาสทำบัญชีเป็นสักกี่รูปกี่วัด ถ้าจะให้โยมมาทำบัญชีให้ ใครจะเสียสละมาทำให้ฟรี และมีความซื่อสัตย์สุจริตมากพอไหม? ถ้าทำบัญชีผิดพลาด ตัวเลขตัวเงินไม่ตรงกัน พระสงฆ์จะถูกตรวจสอบเอาผิดกันเดือดร้อนวุ่นวายไปหมดทั้งประเทศ หรือเปล่า?

ทุกวันนี้พระท่านอยู่กันแบบเอาพระธรรมวินัยเป็นใหญ่ มีเงินบริจาคเข้ามา ก็เก็บไว้ใช้ในสิ่งที่จำเป็น แล้วแต่ผู้เป็นประธานสงฆ์จะพิจารณาเห็นสมควร ส่วนใหญ่ท่านก็ใช้จ่ายไปในการก่อสร้างเสนาสนะ ซ่อมแซมที่ชำรุดทรุดโทรมบ้าง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง ค่าหยูกค่ายาของพระเณรที่เจ็บไข้ได้ป่วย หรืออนุเคราะห์แก่วัดวาที่อดอยากขาดแคลน หรือบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ตามแต่จะเห็นสมควร มีเท่าไรก็ใช้ไป เหลือเท่าไร ก็เท่านั้น

วัดดี พระดี ท่านไม่ได้เก็บสั่งสมเงิน หรือเอาเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์การบริจาคอย่างไม่เป็นธรรมเป็นวินัย เหมือนอย่างที่เคยปรากฏเป็นข่าวว่า พระเอาเงินไปเล่นหุ้น หรือไปลงทุนทำธุรกิจ ส่วนใหญ่แต่ละวัดจะไม่ได้ทำบัญชีอย่างเป็นกิจจะลักษณะตามหลักการทำบัญชี ยิ่งถ้าเป็นวัดที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ไม่ต้องพูดเรื่องเงินหรอก กระทั่งอาหารบิณฑบาตจะขบจะฉันก็ยังฝืดเคือง

วัดที่มีปัญหาเรื่องการเงิน มักเป็นวัดที่มีชื่อเสียงอยู่ในเมือง ที่มีศาสนวัตถุโดดเด่น มีศาลาสวดศพเยอะ ๆ มีตึกให้เช่าเยอะ ๆ มีการโปรโมทเพื่ออวดสรรพคุณ หรือทำธุรกิจขายเครื่องรางของขลัง วัดอย่างนั้นต่างหากที่มักมีปัญหา และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

การแก้ปัญหาในเรื่องใด ต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุดที่เป็นต้นเหตุของปัญหา มิใช่หว่านแหสะเปะสะปะไปทั่วบ้านทั่วเมือง เห็นหมาบ้าไม่กี่ตัว ก็ไปไล่จับหมาทั้งประเทศมาฉีดยากันบ้า คนที่คิดทำอย่างนั้นได้ มันน่าจะเป็นบ้ายิ่งกว่าหมาบ้าหรือเปล่า?

พระที่ท่านตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ส่วนใหญ่ท่านก็รักษาพระวินัยโดยเคร่งครัด พระวินัยท่านบัญญัติไว้ตอนแรก ห้ามไม่ให้พระรับเงินทองด้วยตนเอง หรือใช้ให้ผู้อื่นรับแทน ถ้าขืนทำปรับอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ ต้องเอาเงินทองที่รับมานั้นสละทิ้งไป แล้วปลงอาบัติต่อหน้าสงฆ์ ๔ รูป จึงจะพ้นอาบัติได้

ต่อมาภายหลัง เมณฑกเศรษฐี ร้องขอให้พระพุทธองค์ทรงผ่อนผันให้มีไวยาวัจกรรับเงินทองแทนพระได้ เนื่องจากพระก็มาจากหลายสกุล ที่หยาบก็มี ที่สุขุมาลชาติก็มี ย่อมมีความแตกต่างในด้านความเป็นอยู่ ถ้าชีวิตพระต้องลำบากมากนัก บางรูปก็ไม่อาจจะทนทานตรากตรำอยู่ได้นาน อายุของพระศาสนาก็จะสั้นลง

ก็ลองคิดดูก็ได้ ถ้าพระไม่รับเงินทองที่ญาติโยมบริจาค กฐิน ผ้าป่า ก็ไม่ต้องทอดกันล่ะ แล้วพระเณร จะเป็นอยู่กันอย่างไร? เพราะทุกวันนี้จะไปไหนมาไหน จะทำอะไรก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่ารถ ค่ายา ค่าอาหาร ค่าก่อสร้าง ค่าซ่อมแซม กุฏิ วิหาร โบสถ์ ศาลา ซึ่งนับวันมีแต่ชำรุดทรุดโทรมไปเรื่อย ๆ ต้องบำรุงรักษาอยู่ตลอดเวลา

วัดเราเองก็มีสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน เผยแผ่ธรรมภาคปฏิบัติ ออกอากาศตลอด ๒๔ ชั่วโมง ค่าไฟเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท ก็อาศัยศรัทธาจากประชาชนบริจาคเงินมาทั้งนั้น ถ้าไม่ให้พระรับเงินทอง แล้วจะให้หมาตัวไหนมาจ่ายค่าไฟค่าใช้จ่ายจิปาถะภายในวัดให้

หมาสองขาตัวที่มันเห่าเก่ง ๆ ที่คอยคิดแต่จะออกกฎหมายมาจัดการกับพระ ไอ้หมาตัวนี้มันจะมาจ่ายค่าไฟ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้วัดหรือ? มันก็ดีแต่เห่านั่นแหละ! ลองให้มันมาบวชเป็นพระดูบ้างสิ! มันเคยคิดที่จะบวชไหม? แล้วให้มันไม่ต้องรับเงินทอง ดูสิว่ามันจะอยู่ได้กี่วัน จะอยู่นานสู้หมาวัดที่มีสี่ขาได้หรือเปล่า? หมาวัดก็ไม่ได้รับเงินทองนะ แต่หมาวัดก็อยู่ในวัดได้ เพราะมันกินข้าวก้นบาตรพระ แต่เวลามันเจ็บป่วย ก็ต้องอาศัยเงินทองที่ญาติโยมบริจาคถวายพระมานั่นแหละ ไปเป็นค่ารักษาเยียวยา

พระพุทธองค์ก็ทรงเล็งเห็นถึงความจำเป็น จึงทรงอนุญาตผ่อนผันให้มีไวยาวัจกรรับเงิน ทองแทนพระได้ เรียกว่า “เมณฑกานุญาต” แต่ห้ามมิให้พระยินดีในเงิน ทองที่เขาถวาย แต่ให้ยินดีในปัจจัย ๔ อันจะพึงมีพึงได้จากเงินทองนั้น คือ หากขัดสนด้วยปัจจัย ๔ อย่างหนึ่งอย่างใด ก็สั่งให้ไวยาวัจกรเอาเงิน ทองนั้น ไปจัดหามาให้ได้

ดังนั้น ใคร ๆ จึงไม่ควรอุตริมาพูดว่า อย่าเอาเงินทองไปถวายพระ มันจะทำให้พระเป็นบาป บาปโคตรพ่องโคตรแม่ม…สิ!

พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้เอาไปถวายได้ แต่ถวายให้เป็น อย่าเอาเงินไปให้พระจับ ให้เอาเงินไปมอบให้ไวยาวัจกร หรือโยมอุปัฏฐากวัด หรือใส่ตู้บริจาคก็ได้ หรือวางไว้ในที่อันควร แล้วบอกพระว่า โยมขอถวายปัจจัย ๔ เป็นมูลค่าเท่านั้นเท่านี้ พระคุณเจ้าประสงค์สิ่งใดอันควรแก่สมณบริโภค โปรดเรียกหาจากไวยาวัจกร

ชาวพุทธจงรู้ไว้ พระวินัยห้ามไม่ให้พระรับเงินทองด้วยตนเอง แต่ทรงอนุญาตให้ผู้อื่นรับแทนได้ โปรดทำความเข้าใจเสียให้ถูกต้อง แต่พระวินัยห้ามไม่ให้พระจับเงินทอง หรือยินดีในเงินทองนั้น ทั้งห้ามไม่ให้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยเงินทองกับคฤหัสถ์ ดังเช่น การทำธุรกิจพุทธพาณิชย์ซื้อขายเครื่องรางของขลัง เป็นต้น

เงินทองมันเป็นของร้อน ท่านก็ไม่ให้เอามือไปจับ เดี๋ยวมันจะลวกมือ พระมีเงินทองติดตัว มันก็อันตราย จะถูกปล้นถูกจี้ มันไม่ต่างจากคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน แต่ว่า เงินทองมันก็เป็นของจำเป็นต่อการดำรงชีพ แต่ถ้าจำเป็นต้องจับ ท่านก็ให้เอาคีมไปหนีบไปจับ พอได้ใช้ประโยชน์ แต่ไม่ให้เอามือไปจับ เดี๋ยวมันจะลวกมือ จะตายเสียก่อนที่จะได้มรรค ผล นิพพาน

หากมีกิจอันใดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ท่านก็มอบให้ไวยาวัจกร หรือโยมอุปัฏฐากไปจัดการแทน นี่เรียกว่า เอาคีมไปจับ หรือถ้าจำเป็น พระก็ไปด้วยกันก็ได้ แต่พระไม่จำเป็นต้องจับเงิน หรือพกเงินใส่ย่ามไปเอง ให้โยมอุปัฏฐากที่ไว้ใจได้ถือไป

บางทีพระก็ต้องยอมลำบากบ้าง เพื่อรักษาพระวินัยให้บริสุทธิ์ ถ้าอยากสบายเหมือนฆราวาสก็อย่ามาบวชเลย มันจะหนักศาสนาเปล่า ๆ เป็นพระก็ต้องลำบากกว่าฆราวาสเป็นธรรมดา เพราะพระต้องรักษาศีล ๒๒๗ ชาวบ้านเขามีอย่างมากก็แค่ศีล ๕ พระจะไปทำตัวสบาย ๆ เหมือนฆราวาสได้อย่างไร?

แต่ก็นั่นแหละ สถานะของพระแต่ละรูป ก็ไม่เท่าเทียมกัน บางรูปก็มีโยมอุปัฏฐากดูแลเป็นอย่างดี ต่อให้เดินทางรอบโลก ก็ไม่ต้องจับเงินแม้แต่สักบาทเดียว ก็สามารถไปได้หมด

แต่พระบางรูปที่ไม่มีโยมอุปัฏฐากดูแล แถมด้อยทางด้านสติปัญญา ก็อาจมีทำผิดพระวินัยด้วยเรื่องจับเงินทองบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องปกติของการอยู่ร่วมกันในคนหมู่มาก ผู้ที่รักษากฏกติกาไว้ได้ก็มี ผู้ที่ตั้งหน้าตั้งตาแหกกฏกติกาอยู่เสมอก็มี เพราะโลกนี้มันมีทั้งคนดี คนชั่ว พระก็ต้องมีทั้งพระดี พระชั่ว เป็นเรื่องธรรมดา

เพราะพระมาจากคน ถ้าคนชั่วมาบวช หากบวชแล้วไม่ตั้งใจปฏิบัติแก้ไขปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ไม่มีหิริ คือความละอายต่อบาป ไม่มีโอตตัปปะ คือความสะดุ้งกลัวต่อบาป กฏกติกาใด ๆ ในโลก ไม่ว่าจะดีแค่ไหน ก็บังคับคนเช่นนั้นให้ปฏิบัติตามไม่ได้

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระวินัยไว้ ก็มิได้มีพระประสงค์เพื่อจะฆ่าพระให้ตาย แต่พระวินัยจะเป็นเหมือนรั้วกั้นทาง เพื่อคอยประคับประคองให้พระปฏิบัติตนอยู่ในกรอบอันเดียวกัน เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ไม่ให้พระเดินหลงออกไปนอกทาง ซึ่งมันจะนำความวิบัติฉิบหายมาสู่พระได้

ยิ่งมีข่าวที่นิติบริกรคิดที่จะออกกฎหมายมาควบคุมเรื่องการเงินของวัดของพระ บังคับให้พระต้องทำบัญชี อันนี้ต้องระวังไว้ให้ดี ๆ มันเป็นดาบสองคม และจะเป็นการละเมิดพระวินัย เพราะในพระวินัยไม่ได้กำหนดให้พระต้องทำบัญชีรายงานใคร ในเมื่อมันเป็นเงินของสงฆ์ ที่เกิดจากศรัทธาของชาวพุทธที่มีต่อพระสงฆ์ ท่านมอบให้สงฆ์เป็นใหญ่ แล้วใครจะมาใหญ่เหนือสงฆ์ ใหญ่เหนือพระธรรมวินัย

เรื่องให้พระทำบัญชีเงินนี่ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ล่อแหลมต่อการละเมิดพระวินัย อาจเป็นการเอากฎหมายมาทำลายล้างพระวินัย และทำลายพระให้เหลือน้อยลงไปเรื่อย ๆ ได้เลย

ชาวพุทธเอ๋ย! ถ้าไม่รู้จักช่วยกันปกป้องพระธรรมวินัย ให้เขาเอากฎหมายมาใหญ่เหนือพระธรรมวินัยได้ นั่นแหละ คือการทำลายศาสนาพุทธให้สิ้นซากไปได้เลย พระธรรมวินัยคือองค์แทนพระศาสดา ท่านบัญญัติพระวินัยไว้ดีแล้ว ไอ้นักกฎหมายหัวดำ มันจะเก่งกว่าพระศาสดาแลหรือ?

อีกหน่อยจะหาหมามาบวชสักตัวก็ยังยาก เพราะถูกกฎหมายบังคับให้ทำโน่นทำนี่มากมาย ที่เกินขอบเขตของพระวินัย แล้วพระจะอยู่กันได้อย่างไร?

แค่รักษาศีล 227 ให้บริสุทธิ์ ก็หนักหนาสาหัสมากแล้ว ทั้งยังต้องทำความเพียรฝืนกิเลส ฆ่ากิเลส แล้วยังต้องมาปฏิบัติตามกฎหมายที่ออกมาบังคับพระให้ทำโน่นทำนี่ ต้องทำบัญชีไม่รู้กี่บัญชี และพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านก็ไม่ได้มาสนใจเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ มีเท่าไรก็ใช้ไป จะก่อสร้างทำอะไรก็ทำไป ให้ทานสงเคราะห์โลกบ้าง เหลือเท่าไรก็เท่านั้น ไม่ได้มาคอยตรวจสอบทำบัญชีอย่างเป็นทางการตามกฎหมายเหมือนที่บริษัทห้างร้านทำกัน

ต่อไปคงจะวุ่นวายน่าดู เพราะการทำบัญชีก็ต้องมีใบเสร็จเป็นหลักฐาน ค่าใช้จ่ายบางอย่างก็ไม่มีใบเสร็จ และพระก็ไม่ได้จับเงินเอง นับเงินเอง หากตัวเลขกับตัวเงินไม่ตรงกัน จะไม่ถูกกล่าวหาว่ายักยอกหรอกหรือ? จะมีกี่วัด พระกี่รูป ที่รู้เรื่องทำบัญชี ทุกวันนี้ วัดตามบ้านนอก จะหาพระเฝ้าวัดสักสองสามรูปก็ยังยาก

นี่คงเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ศาสนาพุทธจะถูกทำลายโดยชาวพุทธด้วยกันเอง น่าเศร้าใจนัก! เอาหัวคิดอันชาญฉลาด ไปคิดออกกฎหมายอย่าให้นักการเมืองมันโกงชาติ ปล้นชาติ จะดีกว่าไหม? พระสงฆ์ท่านไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดต้องออกกฎหมายมาควบคุมกันขนาดนั้น

นักกฎหมายที่ดี ๆ ในบ้านนี้เมืองนี้ จงช่วยกันนะ อย่าให้พวกนิติบริกรใจคดทั้งหลายมาออกกฎหมาย มาบัญญัติในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติ มาเพิกถอนสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว มิฉะนั้น ศาสนาพุทธคงจะถึงกาลวิบัติฉิบหายในเวลาอีกไม่นาน

เมื่อออกกฎหมายอย่างหนึ่งได้ ก็จะมีอย่างที่สอง ที่สามตามมา โดยอ้างว่าป้องกันพระทำผิดพระธรรมวินัย ทั้งที่พระพุทธองค์ทรงป้องกันไว้อย่างรอบคอบแล้ว ผู้ที่จะประพฤติผิดพระธรรมวินัย ไม่มีสิ่งใดป้องกันได้หรอก นอกจากเขาจะมีหิริโอตตัปปะอยู่ภายในใจเองเท่านั้น

ซึ่งถ้าออกกฏหมายป้องกันคนทำผิดได้ ประเทศไทยก็ไม่ควรจะมีโจร ข้าราชการก็ไม่ควรจะมีการทุจริต ตำรวจทหารก็ไม่ควรจะมีการรีดการไถ บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ก็ไม่ควรจะมีการโกงบัญชีหนีภาษี เพราะทั้งมวลก็มีกฏหมายเขียนป้องกันไว้หมดแล้ว แต่คนมันจะโกง มันกลัวกฏหมายเสียที่ไหน ฉันใดก็ฉันนั้น

การมาออกกฎหมายก้าวล่วงพระวินัย ให้ปรับโทษพระที่ทำผิดเกินจากพระวินัยได้ มันก็ห้ามพระทำผิดไม่ได้ แต่มันฆ่าพระดี ๆ ให้ตายได้แน่นอน เรื่องเงินทองพระวินัยปรับโทษปาราชิกเฉพาะที่เจตนาโกงเงินมีมูลค่าตั้งแต่ ๕ มาสก เทียบเท่าทองคำหนัก ๒๐ เมล็ดข้าวเปลือก สมัยนี้คงเทียบเท่าราคาทองคำหนักประมาณ ๑ บาท ถ้ามูลค่าต่ำกว่านั้น ก็ไม่ได้ปรับโทษ ถึงปาราชิก

แต่ถ้าถือเป็นเป็นโทษผิดทางกฎหมาย ก็จับสึกได้เลย นี่เรียกว่า เพิ่มโทษเกินจากพระวินัย

และพระที่ทำไม่ดี ก็จะมีมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าพระทำผิดกฎหมายแล้ว จะกลับตัวไม่ได้ ต้องถูกจับสึก ในขณะที่พระทำผิดพระวินัย ถ้าไม่ถึงขั้นผิดกฎหมาย ท่านให้โอกาสกลับตัวได้ พระปลงอาบัติแล้วก็เป็นอันพ้นผิดไป

ดังนั้น พระไม่ดี ก็จะใช้วิธีการหลบเลี่ยงกฎหมายให้แยบยลเข้าไปอีก ก็สมคบกับคนชั่ว นักกฎหมายชั่ว นักบัญชีชั่ว นั่นแหละ แล้วประพฤติทุจริตกันต่อไป

ในขณะที่พระดี ท่านไม่อยากยุ่งกับเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ เหล่านี้ ก็คงต้องหนีออกจากวัด ไปสร้างกุฏิอยู่ในที่สบายใจ ไม่ต้องเป็นวัดเป็นวาแม่ม..ล่ะ เพราะเป็นวัดมันมีแต่เรื่องยุ่ง ๆ ไม่รู้กฎหมายกี่ฉบับบังคับควบคุมเอาไว้ วัดจะกลายเป็นวัดร้างกันระเนระนาด เพราะไอ้นักกฎหมายหัวดำนี่แหละ มันเก่งกว่าพระพุทธเจ้า

เพราะถ้าจะออกกฎหมายจัดการกับพระอลัชชีที่ทำผิดพระวินัยจนถึงขั้นปาราชิกไปแล้ว มันไม่ใช่พระแล้ว แต่ไม่ยอมสึกออกไป ยังอาศัยศาสนาห่มผ้าเหลืองหลอกลวงประชาชนอยู่ หรือพวกที่ปลอมบวชเข้ามาสร้างความเสื่อมเสียแก่พระพุทธศาสนา จะออกกฎหมายเอาโทษผิดทางอาญากับอลัชชีเหล่านี้ ก็เห็นสมควรอยู่

แต่จะออกกฎหมายเอาผิดกับพระที่ท่านไม่ได้ประพฤติผิดพระธรรมวินัยถึงขั้นปาราชิก หาควรไม่ เพราะพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ปลงอาบัติสำนึกผิด ก็พ้นจากอาบัติไปได้

อย่างที่บอกไว้แล้ว พระวินัยไม่ได้ทรงบัญญัติไว้เพื่อฆ่าพระ แต่เพื่อให้พระรู้การกระทำที่ผิด และแก้ไขปรับปรุงตัวให้ดีเสียใหม่ได้ พระพุทธองค์ทรงเปิดประตูไว้ให้กลับตัวได้ เพราะไม่มีใครจะทำถูกไปเสียทุกอย่าง คนเราย่อมมีโง่บ้าง มีฉลาดบ้างเป็นธรรมดา

อย่าพูดเลยว่า พระดีไม่กลัวทำผิดกฎหมาย ก็จริงอยู่ที่ท่านไม่กลัวทำผิดกฎหมาย เพราะพระวินัยละเอียดกว่ากฎหมาย แต่ถ้าออกกฎหมายมาบังคับพระได้ ลงโทษเอาผิดพระได้ ทั้งที่พระไม่ได้ทำผิดพระวินัย เป็นพระดีก็ถูกจับติดคุกได้ ดังเช่น กรณีบังคับให้พระทำบัญชีนี่แหละ จะเกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอน

พระวินัยบัญญัติปาราชิก 4 เท่านั้น จึงเป็นโทษประหาร แต่ถ้าออกกฎหมายเอาผิดพระได้ ก็เท่ากับเพิ่มโทษประหาร มีปาราชิกข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 เพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ เพราะถ้าผิดกฎหมายก็ต้องถูกจับสึก ก็เท่ากับมีปาราชิกเพิ่มขึ้นอีกมากมาย

อีกหน่อยพระทำบัญชีผิดก็อาจต้องถูกจับสึก ต่อไปใครจะอยากบวช ใครจะเป็นเจ้าอาวาส วัดจะร้างไปตาม ๆ กัน นี่แหละ!! พวกอวดเก่งกว่าพระพุทธเจ้า อ้างว่าเพื่อปกป้องศาสนาพุทธ แต่ด้วยวิธีการที่ทำลายศาสนา ทำลายพระเณรให้หมดสิ้นไป

ถ้าชาวพุทธไม่ฉลาด ชาวพุทธก็ทำลายศาสนาพุทธเสียเอง ฆ่าพระเสียเอง ไม่ต้องรอให้ศาสนาอื่น ๆ มาฆ่ามาทำลายหรอก

.เอวังฯ

…..ประภาคาร…..