อวิชชานี้ ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ชี้แนะ พอไปเจออวิชชาเข้าจริง ๆ ยังไงก็ต้องติด

0
430

อวิชชานี้ ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ชี้แนะ พอไปเจออวิชชาเข้าจริง ๆ ยังไงก็ต้องติด

โดย…พระอาจารย์วิทยา กิจฺจวิชฺโช วัดป่าดอยแสงธรรม

เข้าไปกราบเจดีย์ขององค์หลวงปู่คำดี ปภาโส หรือในราชทินนามที่ พระครูญาณทัสสี ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงไทย ที่ดูเรียบง่าย สง่างาม และภูมิฐาน นึกถึงคำเทศน์ขององค์หลวงตาที่ท่านเคยพูดถึงหลวงปู่คำดี

ท่านเล่าว่า แต่เดิมหลวงปู่คำดี ท่านเป็นคนมีโทสะจริต คือโมโหร้าย เคยมีเณรตัดเย็บผ้าจีวรมาถวายท่าน จะว่าด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ เราลืมไปเสีย เพราะฟังมานานล่ะ ท่านเอาผ้านั้นมาขยี้ขยำฉีกขาดทำลายหมดเลย เผอิญเณรนั้นมาเห็นเข้า ก็แอบไปร้องไห้เสียใจอยู่คนเดียว ท่านก็เผอิญไปเห็นเณรนั้นร้องไห้คร่ำครวญตัดพ้อให้ท่านได้ยิน

ท่านเกิดความรู้สึกสงสารเณรอย่างจับใจ เสียใจที่ตัวเองทำรุนแรงเกินเหตุ และเห็นโทษความผิดของตัวเองอย่างเต็มหัวใจ ที่ได้ทำให้เณรต้องเจ็บปวดรวดร้าวใจถึงเพียงนั้น ท่านตั้งสัจจะกับตัวเองว่า ต่อไปจะไม่ยอมแสดงอาการเช่นนี้กับใครอีกเป็นอันขาด ต่อจากนั้นมาท่านก็เปลี่ยนนิสัยกลายเป็นคนนิ่มนวลอ่อนโยนเปี่ยมด้วยรอยยิ้มที่เมตตา ผิดไปจากเดิมเป็นคนละคนเลยทีเดียว

นี่แหละ! ธรรมดาของท่านผู้ที่จะพ้นไป เมื่อเห็นโทษความผิดของตัวเองแล้ว ไม่มีที่จะดื้อดึงทำผิดอีกต่อไป จะปรับเปลี่ยนแก้ไขในทันที ทั้งเต็มไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ยะโสโอหัง แม้ท่านจะมีพรรษาแก่กว่า องค์หลวงตาก็ตาม แต่ท่านก็พูดบอกกับลูกศิษย์เสมอว่า “พระอาจารย์มหาบัว เป็นอาจารย์ของอาตมา”

จนหลวงตาต้องเอ่ยปาก ขออย่าให้ท่านพูดอย่างนั้นเลย เพราะหลวงตาก็เคารพเทิดทูนหลวงปู่คำดี เป็นครูบาอาจารย์องค์หนึ่งเหมือนกัน นี่แหละ นักปราชญ์ท่านคุยกัน ต่างฝ่ายต่างเคารพกันโดยธรรมอย่างสนิทใจกันจริง ๆ ไม่มีมารยาสาไถยใด ๆ เลย

เหตุที่หลวงปู่คำดี พูดเช่นนั้นก็เพราะว่า หลวงตาเป็นผู้ให้อุบายธรรมในขั้นสุดท้าย จนหลวงปู่คำดี สามารถผ่านพ้นอวิชชาไปได้นั่นเอง ตอนที่ท่านติดอวิชชาอยู่นั้น ท่านถึงกับจุดธูปอธิษฐานขอให้พระอาจารย์มหาบัวไปหาท่าน และสั่งพระให้เฝ้าศาลารอคอยต้อนรับไว้เลย ถ้ามีพระสำคัญมาให้ไปบอกท่านทันที

หลวงตาก็ไม่ได้พูดนะ ว่าท่านรู้ด้วยญาณ ท่านเพียงบอกแต่ว่า ก็ประจวบเหมาะกับที่ท่านก็พอดีบังเอิญไปที่นั่น พระก็เข้ามาบอกว่า หลวงปู่คำดี สั่งไว้ให้มาคอยต้อนรับ จะมีพระองค์สำคัญมาหาท่าน พระก็ไม่รู้ว่า พระสำคัญที่ว่าคือใคร องค์ไหน

นี่แหละ ลวดลายของนักปราชญ์ ท่านทิ้งรอยไว้ให้ก้าวตาม ไอ้ประเภทที่มาประกาศอวดโลกว่า รู้วิเศษอย่างนั้นอย่างโน้น นี่! ถ้าได้ยินแล้วคงต้องเดินหนีไปให้ไกล ๆ

หลวงตาเคยเทศน์สอนไว้ ขั้นอวิชชานี้ ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ชี้แนะ พอไปเจออวิชชาเข้าจริง ๆ ยังไงก็ต้องติด เพราะมันเป็นธรรมชาติอัศจรรย์ลวงโลกอย่างคาดไม่ถึง องค์หลวงตาเอง พอไปเจออวิชชาตัวจริง ก็ยังหลงอวิชชาอยู่ถึง ๘ เดือน กว่าจะพังมันลงได้

ท่านเล่าว่า ถ้าตอนนั้นหากหลวงปู่มั่น ยังอยู่ นำปัญหานี้ไปกราบเรียนหลวงปู่มั่น พอท่านให้อุบาย มันก็จะพังลงทันทีเดี๋ยวนั้นเลย แต่เมื่อต้องไปงมเข็มด้วยตัวเอง ก็เสียเวลาเนิ่นนานไปถึง ๘ เดือน

แต่ชื่อว่า มหาสติมหาปัญญา ก็เป็นคู่ปรับกับอวิชชาอยู่โดยหลักธรรมชาติ ยังไงอวิชชาก็หนังเหนียวอยู่ได้ไม่นาน แม้ไม่มีใครชี้บอก มันก็ต้องถูกมหาสติมหาปัญญาทำลายสิ้นซากลงไปได้อย่างไม่ต้องสงสัย

นี่แหละ! คำสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์ เป็นธรรมของจริงที่ไม่มีวันจะสูญหายไปไหน แม้องค์ท่านจะเข้าสู่พระนิพพานไปนานแล้ว แต่คำสอนของท่าน ก็ยังคงกังวานอยู่ในใจของผู้ปฏิบัติ ตามสมควรแก่ความปฏิบัติได้ตลอดเวลา