“หลวงพ่อหวัง” วัดบ้านกล้วย ร้องกองปราบฯ เตรียมเอาผิดคนกลั่นแกล้งใส่ร้าย หลังเจ้าคณะอำเภอสรุปเรื่องที่ถูกร้องเรียนว่าไม่ผิด

0
206

จากกรณีที่มีชาวบ้านกว่า 100 คน รวมตัวขับไล่พระครูรังษีสุนทรธรรม หรือหลวงพ่อหวัง เจ้าอาวาสวัดบ้านกล้วย ในพื้นที่ ต.จอหอ อ.จอหอ จ.นครราชสีมา กล่าวหาว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เมื่อช่วงเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา และบังคับให้สละตำแหน่งเจ้าอาวาส ก่อนเจ้าคณะอำเภอฯ ตั้งกรรมการมาตรวจสอบ จนผลสรุปว่าไม่ได้มีความผิดตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด ไม่มีมูลเหตุที่จะสั่งการให้หลวงพ่อหวังสึก ออกจากความเป็นพระสงฆ์ได้

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.66 เวลา 14.00 น. ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาตำรวจสอบสวนกลาง  ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ พระครูรังษีสุนทรธรรม หรือ หลวงพ่อหวัง อายุ 73 ปี พร้อมนายธนวัฒน์ เสวิกุล อายุ 38 ปี หลานชายหลวงพ่อหวัง เดินทางเข้าพบ พงส. กก.3 บก.ป.แจ้งความและขอความเป็นธรรมกรณีถูกพระบางรูป กับแกนนำชาวบ้านบางคนร่วมกันใส่ร้ายหมิ่นประมาทให้เข้าใจผิด จนได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ด้วยการสร้างเรื่องไม่เป็นความจริง โจมตีให้ร้ายว่า เป็นพระที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม ทั้งชอบดูหนังโป๊ ส่งเสียงดังในกุฏิ และอยู่กับสีกาสองต่อสองในห้องน้ำ ก่อนจะนำชาวบ้านมากดดันจับสึกหรือลาสิกขา ออกจากวัดตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

ล่าสุด พระโสภณปริยัติวิธาน เจ้าคณะอำเภอเมืองนครราชสีมา ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงก่อนสรุปว่า 1.เรื่องอยู่ในห้องน้ำกับสีกาสองต่อสอง 2.เรื่องดูซีดีโป๊ และ 3.เรื่องเงินไม่โปร่งใส ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนได้ข้อสรุปออกมาแล้วว่า เรื่องเข้าห้องน้ำสีกาสองต่อสอง กับนางเขียวหวาน ยอมรับว่าเข้าไปจริง เพื่อบอกให้นางเขียวหวาน ทำความสะอาดห้องน้ำ เพราะท่อระบายน้ำตัน โดยที่หลวงพ่อหวัง แต่งตัวไม่เรียบร้อย เพราะอาพาธเป็นฝีที่ก้น ส่วนเรื่องดูซีดีโป๊ หลวงพ่อหวังปฏิเสธไม่มีและไม่ได้ดู มีเพียงเปิดดูวิดีโอพุทธประวัติเท่านั้น ที่เปิดเสียงดังเพราะหูตึง ต้องใช้เครื่องช่วยฟัง สำหรับเรื่องการใช้เงินไม่โปร่งใส ได้ชี้แจงว่าได้ดำเนินการทาสีกำแพงวัด มีการจ่ายค่าแรงและวัสดุแล้ว โดยมีหนังสือแจ้งให้ทราบตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ดังนั้นจึงถือว่าหลวงพ่อหวัง ไม่ได้มีความผิดตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด เจ้าคณะอำเภอจึงไม่มีมูลเหตุที่จะสั่งการให้หลวงพ่อสมหวังสึก จากความเป็นพระสงฆ์ได้

นายธนวัฒน์ หลานชายหลวงพ่อหวัง เปิดเผยภายหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนว่า เมื่อความจริงปรากฏออกมาว่าไม่มีความผิด วันนี้ทางญาติๆ และคนใกล้ชิดหลวงพ่อหวัง ปรึกษากันว่า จำเป็นจะต้องทำความจริงให้ปรากฏจึงพาท่านมาปรึกษาทางด้านคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม อยากจะให้กองปราบพิสูจน์ข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ซึ่งทางด้านคดีเราได้แจ้งความให้ สภ.ท้องที่ดำเนินคดีอยู่ วันนี้ที่มาพบตำรวจกองปราบไม่ใช่ว่าต้องการจะให้เร่งรัดคดีแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการให้กองปราบรับทราบข้อมูลไว้ ซึ่งยังมีข้อสงสัยอยู่อีกหลายประเด็นที่ยังมีเงื่อนงำอยู่ ทั้งในส่วนของสงฆ์และผู้ที่กล่าวหาท่าน ตอนนี้ตัวท่านหลวงพ่อหวัง ก็อาพาธอยู่ ท่านไม่ประสงค์ที่ตอบโต้คำกล่าวหาต่างๆ ซึ่งได้มีการพิสูจน์หลักฐานต่างๆ ท่านชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของทางสงฆ์ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้ว แต่ก็ยังมีหลายประเด็นที่ค้างคาอยู่ ขอให้รอทางตำรวจกองปราบช่วยตรวจสอบอยู่ ทางตัวหลวงพ่อหวังท่านได้ให้วาจาต่อคณะกรรมการแล้วว่า จะไม่กลับไปวัดอีก เพราะสืบเนื่องจากเรื่องเก่าๆ บางช่วงบางตอนก็ขาดหายไป รวมทั้งเอกสารต่างๆ ของทางราชการที่เรายังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นของจริงหรือแอบอ้างประการใด จะต้องพิสูจน์กัน ทุกอย่างจะต้องทำให้ชัดเจนสังคมจะได้รู้ความจริงในเรื่องนี้ แต่ตอนนี้ขอปิดไว้ก่อน ยังเปิดเผยอะไรมากไม่ได้ จะต้องทำให้โปร่งใส  อย่างประเด็น ซีดีฯ ทุกอย่างจบไปแล้ว จู่ๆ ก็มีซีดีโผล่ขึ้นมา จุดที่เขาไปเจอก็เป็นคนละตึกกัน ตึกที่เกิดเหตุตึกหนึ่ง ที่เจอซีดี ก็อีกตึกหนึ่ง เรื่องนี้จะต้องตรวจสอบจึงมาให้ข้อมูลกับกองปราบวันนี้ ตนไม่สามารถเปิดเผยมากไปกว่านี้เกรงว่าจะเสียรูปคดี

ด้านหลวงพ่อหวัง ไม่ประสงค์ที่จะออกข่าวตอบโต้ไปมากับกลุ่มคนที่เข้าใจผิด และไม่ประสงค์จะให้วัดได้รับความมัวหมองเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงไม่ขอให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำหลวงพ่อหวัง แล้วทราบว่าคดีนี้ทาง สภ.ท้องที่กำลังทำคดีอยู่  ยังอยู่ในขั้นตอนของการทำงาน ไม่ถือว่าล่าช้า แนะนำให้รอดูท้องที่ทำงานต่อไปก่อน

*****************************************************************