“หลวงพี่น้ำฝน” แสดงธรรม มาฆบูชา ปฏิบัติบูชา

0
62

“หลวงพี่น้ำฝน” แสดงธรรม มาฆบูชา ปฏิบัติบูชา

             

เจริญพรญาติโยมผู้อ่านทุกท่าน ในกาลบัดนี้ก็เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา คือในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 ท่านกำหนดให้เป็นวันมาฆบูชา เพื่อระลึกว่า ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมอันสำคัญ คือ โอวาทปาติโมกข์ ณ เวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ต่อพระอรหันตสาวกผู้เป็นเอหิภิกขุ 1,250 รูปที่มาประชุมกัน ณ ที่นั้น คืนนั้น

ในบรรดาพุทธดำรัสทั้งหลาย โอวาทปาติโมกข์เป็นหนึ่งในอนุศาสน์คำสอนที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะหลักการสำคัญสามข้อที่กล่าวได้ว่าเป็นหัวใจพุทธศาสนา เป็นคำตอบของคำถามว่า เป็นชาวพุทธแล้วต้องทำอย่างไร อะไรคือสิ่งที่ชาวพุทธควรปฏิบัติในฐานะชาวพุทธ เชื่อพระพุทธเจ้าแล้วพึงปฏิบัติอย่างไร สามข้อนี้เราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ คือ ทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธิ์

การไม่ทำบาปทั้งปวง บาปนั้นคืออะไร บาปคืออกุศลกรรมทั้งหลายที่กรระทำผ่านไตรทวาร คือ กาย วาจา และใจ ในจุนทสูตรจำแนกออกมาเป็นสิบประการ ครอบคลุมทั้งสามด้าน แต่สิบประการนี้เมื่อสรุปรวมกันแล้ว ก็คือศีล 5 นั่นเอง คือ ไม่ฆ่า ไม่ลัก ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่มุสาวาท (โกหก ส่อเสียด หยาบคาย เพ้อเจ้อ) ส่วนไม่เสพของมึนเมานั้น แม้ไม่อยู่ในอกุศลกรรมบถ แต่ก็เปิดช่องให้คนเราทำอกุศลกรรมได้ง่ายขึ้นด้วยขาดสติ การปฏิบัติ รักษาศีลห้า จึงเป็นการปฏิบัติตามโอวาทปาติโมกข์ว่าด้วยการไม่ทำบาปทั้งปวง

การทำกุศลให้ถึงพร้อม ในเมื่อบาปคืออกุศล สิ่งที่ตรงข้ามกับอกุศลก็คือกุศล เราจะต้องทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับอกุศล คือ กุศล กุศล คือ บุญ คือ ความดี กุศล คือ ความฉลาด มีใจความสามอย่าง คือ ความไม่โลภ ความไม่คิดประทุษร้าย และความไม่หลง ความสามอย่างนี้ถ้าตัดคำว่าไม่ทิ้งไปมันก็เป็นอกุศลขึ้นมาเสียแล้ว

ความไม่โลภ คือ ไม่คิดอยากได้ กอบโกย สิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความโลภคือ จาคะ หรือการให้ การแบ่งปัน ความเสียสละ เกิดขึ้นจากความเอื้ออาทรถึงความทุกข์ยาก และความต้องการของผู้อื่น มีความเห็นอกเห็นใจ อยากให้ผู้อื่นและสังคมดีขึ้น

ความไม่คิดประทุษร้าย ก็คือ ความเมตตา หมายถึงความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข เป็นธรรมที่ทำแล้วมีคนรักใคร่ หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข เมื่อคนอื่นเป็นสุข เราก็เป็นสุข

ความไม่หลง คือ มีปัญญา ปัญญา คือ ความรู้ รู้รอบรู้จริง มิใช่แค่ว่าจำได้อย่างเดียว นึกออกได้อย่างเดียว ถ้าพูดให้ชัดคือ สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้แท้นั้นขึ้นมาได้อย่างเข้าใจถ่องแท้ จึงจะเรียกว่าปัญญา จำเก่ง อธิบายพระอภิธรรมได้มากมายก็ไม่ได้หมายความว่ามีปัญญาดี แต่ต้องเข้าใจด้วยสติปัญญาของตนเอง ซึ่งต้องอาศัยศีล และสมาธิเป็นกำลัง ปัญญาจะเกิดได้ต้องมีสองสิ่งนี้เป็นฐาน เพื่อให้เกิดปัญญาขึ้นเรื่อยไปจนถึงอธิปัญญา เป็นปัญญายิ่งเพื่อตัดกิเลสทั้งปวง อันเป็นเป้าหมายของพุทธศาสนา

การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ นั่นแหละ คือที่มาของปัญญา นึกภาพว่าเวลาเราอ่านหนังสือ จะจำอะไรเอาไปสอบเนี่ย ถ้าใจเราขุ่นมัว ไม่มีสมาธิ มันก็ทำไม่ได้ จำไม่ได้ เช่นเดียวกัน การจะเกิดปัญญา คือความรู้แจ้งแทงตลอดในทางพุทธศาสนา จำเป็นต้องชำระจิตใจของตนให้ขาว ทำจิตให้ตื่น เบิกบาน ไม่เศร้าหมอง ด้วยกำลังของศีล และสมาธิเป็นสำคัญ ศีล และสมาธิ จะเป็นเครื่องกำกับสติของเราให้คงอยู่ได้ เพราะสติ ทำให้เกิดปัญญา การเจริญปัญญา ก็ต้องเจริญสติ

เราบอกว่าเรามีสติ แต่ถ้าศีล กับสมาธิของเราบกพร่องไม่บริบูรณ์ สติก็อยู่ได้ไม่นาน ปัญญาจะเกิดได้ที่ไหน แต่ถ้าศีลครบ สมาธิแน่น สติจะอยู่กับเรา และพาเราไปสู่ปัญญาทีละระดับขั้น และหากปฏิบัติให้มากพอ มีบุญมากพอ ก็จะประหารกิเลสได้มากตามไปด้วย

อาตมาพูดครบเลย ศีล สมาธิ ปัญญา มันไปด้วยกัน ไม่ขาดจากกัน เป็นกำลังให้แก่กันและกัน เป้าหมายของพุทธศาสนาคือความเป็นเอกภาพของสามสิ่งนี้ โอวาทปาติโมกข์ก็คือพูดถึงสามสิ่งนี้แหละ

โอวาทปาติโมกข์จึงเป็นหลักการสำคัญที่จะตอบเราว่า เราเป็นพุทธศาสนิกชน เราต้องทำอะไร เพื่ออะไร เราทำความดี เราละเว้นความชั่ว ทำให้เราไปถึงความบริสุทธิ์ของจิต ความบริสุทธิ์ของจิตจะพาเราไปสู่เป้าหมายอันเป็นปรมัตถธรรมของพุทธศาสนา คือ มรรค ผล นิพพาน อันเกษม

บัดนี้ถึงวาระ มาฆบูชา หมายถึงการบูชาในเดือนมาฆะ เราชาวพุทธก็ถือเป็นวาระในการบูชา ก็ไปทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม เวียนเทียน เป็นการระลึกถึงพระรัตนตรัย อาตมาก็ขอให้เราไม่ลืมที่จะกระทำการบูชาด้วยการปฏิบัติ ก็คือการปฏิบัติตามโอวาทปาติโมกข์สามข้อนี้ให้เป็นธรรมประจำใจ รักษาศีล มีสมาธิ และเจริญปัญญาให้เกิดขึ้น ทำให้ครบทั้งสามสิ่ง เพื่อเป็นกำลัง เป็นพลัง นำพาไปสู่ทางเกษมในชีวิต มิให้เสียชาติเกิดว่าเราเกิดมาแล้วเป็นมนุษย์ พบพุทธศาสนา แล้วอะไรคือคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ก็คือตรงนี้ ขอเจริญพร

 

หลวงพี่น้ำฝน : 29 กุมภาพันธ์ 2567

*****************************************************************