“หลวงพี่น้ำฝน” เตือนตีนแมวย่องเบาฉกเงินวัดเป็นกรรมหนัก

0
88

หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม เตือนตีนแมวย่องเบาฉกเงินวัดสร้างกรรมไม่นานจะเห็นผลเป็นกรรมหนัก โดยวัดไผ่ล้อมป้องกันดีแล้วแต่เจอมืออาชีพบุกก่อเหตุ ซึ่งกรณีคนร้ายไม่แตะเงินบริจาค 2 จุดน่าจะเกิดจากไม่กลัวในบารมีของหลวงพ่อพูล และกุมารสมบัติที่มองไม่เห็น ส่วนตัวเชื่อคือปาฏิหาริย์อีกอย่างหนึ่ง ขณะศิษย์เชื่อในบารมีและศรัทธาในมงคลเกจิดังที่ล่วงลับ โดยมีผู้คนมาขอพรขอโชคไม่ขาดสาย

วันนี้ (9 ธันวาคม 2563) ที่วิหารพระพุทธเมตตาประทานพร วัดไผ่ล้อม ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม เผยกับผู้สื่อข่าวหลังมีคนร้ายบุกงัดเข้าวิหารฯ พร้อมกวาดทรัพย์สินและเงินสดที่อยู่ในตู้รับบริจาคกว่า 10 ใบ แต่ปรากฏว่ามีเพียงตู้รับบริจาคที่ตั้งอยู่หน้าสังขารหลวงพ่อพูลและกุมารสมบัติ ซึ่งเป็นจุดสำคัญของวัดไผ่ล้อมที่จะมีประชาชนมากราบขอพรอยู่เป็นประจำ ซึ่งคนร้ายไม่ได้เอาเงินสดไปทั้งๆ ที่มีกล่องเงินเป็นแบบใสและมีเงินบริจาคใส่อยู่เต็มกล่อง ทำให้เกิดมีกระแสปาฏิหาริย์ เรื่องสิ่งเร้นลับที่มาบังตาไม่ให้เห็นตู้รับบริจาคจากทั้ง 2 จุด เป็นที่ฮือฮาในหมู่ลูกศิษย์และเจ้าหน้าที่ของวัดที่ได้ร่วมตรวจสอบทรัพย์สินที่สูญหาย

หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม เผยว่า เรื่องนี้ได้รับแจ้งจากลูกศิษย์ และลูกศิษย์จำนวนมากที่เข้ามาแสดงความเป็นห่วง ซึ่งในส่วนความเชื่อนั้นส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะเป็นเพราะปาฏิหาริย์ที่หลวงพ่อพูลนั้นได้มีบารมี ซึ่งมองได้ 2 ประเด็นคือ มีความหวาดกลัวบาปต่อหลวงพ่อพูล และไม่กล้ายุ่งกับกุมารสมบัติที่มีเรื่องเล่าถึงความซุกซนและมีอิทธิฤทธิ์เป็นที่รู้กัน หรืออีกนัยคือเรื่องของการที่มีอะไรมาบังตาทำให้มองไม่เห็นตู้รับบริจาคอย่างที่ว่ากันในตอนนี้

หลวงพี่น้ำฝน กล่าวอีกว่า สำหรับหลวงพ่อพูลนั้น ศิษยานุศิษย์เป็นที่ทราบกันดีถึงบารมีของหลวงพ่อพูลว่าท่านมีเมตตา เป็นพระสงบเงียบเรียบง่าย แต่ใครที่ใกล้ชิดก็จะรู้กันว่าท่านนั้นมีวิชาในตัวแต่ไม่เคยแสดงบารมีออกมาให้ใครเห็น และยังเป็นพระอรหันต์ที่ละสังขารในวันวิสาขบูชา ส่วนกุมารสมบัตินั้นเป็นกุมารที่คู่บารมีของท่านโดยท่านมีอะไรก็จะสั่งให้กุมารสมบัตินั้นได้นิมิตไปตามใจสั่งถึงได้เกิดเรื่องเล่าลือกันว่ากุมารสมบัตินั้นได้มาช่วยผู้คนเยอะมากโดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้าขายและขอโชคลาภ ซึ่งสิ่งที่กุมารสมบัติได้ให้โชคลาภผู้คนนั้น ที่เป็นถาวรวัตถุนั้นก็มีไม่น้อยกว่า 300-400 ล้านบาท ที่อยู่รายรอบพื้นที่วัดไผ่ล้อมและอาตมาก็นำมาสงเคราะห์กับผู้คนตามรอยหลวงพ่อพูลมาจนทุกวันนี้

“อาตมาขอฝากไปถึงโจรหรือตีนแมวทุกคนที่บุกย่องฉกงัดตู้บริจาคในทุกวัดทั่วประเทศว่า ตอนนี้วิกฤติโควิด-19 ทำให้วัดและสังคมเราแย่อยู่แล้ว ยิ่งโจรที่ออกงัดแงะวัดหลายๆ แห่งก็จะเป็นกรรมที่ติดตัวไปด้วย อาตมาคิดว่าถ้าโยมกลับตัวกลับใจได้ ก็ให้หันกลับตัวกลับใจมาทำมาหากินอย่างสุจริตนั่นคือสิ่งที่ถูกต้องตามวิถีของผู้คนปกติ เพราะการงัดแงะวัดต่างๆ เชื่อเถอะว่ามันเป็นกรรม ไม่ช้าไม่นานกรรมเหล่านั้นก็จะส่งผลออกมาให้เห็นอย่างแน่นอน ส่วนของวัดไผ่ล้อมนั้นเชื่อว่าตำรวจจะตามตัวได้แน่นอน ซึ่งที่ผ่านมาทางวัดก็ได้มีการป้องกันไว้แล้วแต่คนร้ายรายนี้น่าจะเป็นโจรที่มีความสามารถมากซึ่งเราก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ได้แต่ใช้หลักธรรมกับคำว่าปลงให้ได้” หลวงพี่น้ำฝน กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนางสาววะดี จัดไธสง อายุ 39 ปี เจ้าหน้าที่ร้านกาแฟบุญ และนางสาวบุญพา หลงพาสุข อายุ 36 ปี เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ บอกว่า ที่ผ่านมาในส่วนกุมารสมบัตินั้นมีคนมากราบไหว้ขอโชคลาภมากมายซึ่งมีการมาแก้บนทุกวันและหลายรายจะมาเงียบๆ ไม่บอกใคร ซึ่งตอนนี้ก็มีนัดหมายจากคนที่มาบนบานขอโชคในการค้าขายที่ดินให้สำเร็จ จะนำสร้อยคอทองคำมาแก้บนอีกไม่กี่วันนี้ และจุดที่พวกตนเชื่อคือน่าจะมีอะไรบังตาคนร้ายที่เข้ามางัดเงินในตู้บริจาคหน้าตู้ที่ตั้งกุมารสมบัติเพราะคนร้ายได้งัดหน้าต่างเข้ามาจุดแรกที่พบก็จะเจอรูปปั้นและตู้รับบริจาคเงินทันทีแต่กลับไม่ได้เข้ามาเอาไปทั้ง 2 จุด จึงเชื่อว่านี่คือปาฏิหาริย์ของกุมารสมบัติ ซึ่งยังมีคนที่มาเช่าบูชากุมารสมบัติจะนำหุ่นกุมารสมบัติมาตั้งเพื่อให้ฟังพระสวดทำวัดเช้าเย็นก็มี โดยเป็นเรื่องอัศจรรย์ใจกับคนที่ให้ความเชื่อในเรื่องนี้ ด้วย

นายทองภุม ลุ่มจันทร์ อายุ 73 ปี ข้าราชการบำนาญกรมป่าไม้ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ บอกว่า เรื่องนี้ตนเองเชื่อสนิทใจ ว่าเป็นเพราะบารมีของหลวงพ่อพูลที่ได้แสดงผลให้คนร้ายนั้นมองไม่เห็นตู้บริจาคเงินเพราะว่าอาจจะเป็นความต้องการที่จะไม่ให้คนร้ายทำบาปเพิ่มเติม ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ตู้เงินที่ตั้งอยู่ชัดเจนคนร้ายจะมองไม่เห็น ซึ่งตนเองเคยสัมผัสประสบการณ์ครั้งหนึ่งเรื่องบารมีของหลวงพ่อพูลครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ ครั้งหนึ่งขณะที่กำลังนิมนต์หลวงพ่อพูลกลับกุฏิหลังจากออกมารับกิจกับญาติโยมที่มาที่วัดไผ่ล้อม แต่เมื่อนิมนต์ท่านก็ไม่ไป บอกว่ารอเดี๋ยว ทุกคนก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นไม่นาน ก็มีนายทหารเดินทางมาหลายคนเข้ามากราบหลวงพ่อพูล ซึ่งหลวงพี่น้ำฝนก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ตรงนี้ทุกคนก็เชื่อว่าหลวงพ่อพูลท่านมีญาณรับรู้ แต่ท่านไม่ชอบอวดอิทธิฤทธิ์และเป็นพระพูดน้อย ท่านไม่ได้สอนเรื่องอิทธิปาฎิหาริย์แต่เน้นไปในเรื่องของการทำความดีและศรัทธา ซึ่งเมื่อทำแล้วก็จะเกิดปาฎิหาริย์ขึ้นเองดังที่เห็นมาหลายๆครั้ง โดยพุทธคุณบารมมีที่คนมากราบไหว้โดยหลักคือเมตตาค้าขายและโชคลาภเป็นหลัก

นายพลพิทักษ์ พร้อมสุขดี อายุ 35 ปี ลูกศิษย์วัด เจ้าของร้านลูกชิ้นทอดตลาดโต้รุ่งองค์พระปฐมเจดีย์ บอกว่า ตนเองเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อพูลมาตั้งแต่เป็นเด็ก ซึ่งมีความศรัทธามากเนื่องจากครั้งหนึ่ง พ่อเคยมีอาการแปลกๆ ไม่ยอมทำมาค้าขายไม่ทำงานและไม่ยุ่งกับใคร ซึ่งไปถามมาหลายที่ก็ได้รับคำตอบว่าน่าจะโดนผีเขมรเข้าสิง เมื่อได้มาพบกับหลวงพ่อพูลท่านก็ได้ให้อาบน้ำมนต์ตามตำรับของท่านปรากฏว่าแค่ครั้งเดียวก็ทำให้หายเป็นปกติและกลับมาทำงานขยันเหมือนเดิม ส่วนอีกเรื่องคือนามสกุลที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ หลวงพ่อพูลเป็นผู้ตั้งให้เป็นสิริมงคล เมื่อเปลี่ยนมาแล้วไม่นานผลก็ปรากฏเพราะที่บ้านถูกรางวัลที่ 3 ได้เงินมาหลายแสน ซึ่งเรื่องของการที่โจรไม่เห็นตู้บริจาคเงินนั้นเป็นเพราะปาฏิหาริย์บารมีของหลวงพ่อพูลซึ่งกุมารสมบัติก็เป็นผลเดียวกันแน่นอน