“สมเด็จพระสังฆราช” ประทานพระโอวาท พิธีพระราชทานวิสุงคามสีมา ย้ำหลัก “สามัคคี” หากสงฆ์ขาดพระศาสนาสั้น พลเมืองขาดบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ

0
963

สำนักข่าว Thai R News – เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่วัดไร่ขิง พระอารามหลวง อ.สามพราน จ.นครปฐม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นประธานในพิธีมอบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานวิสุงคามสีมา งวดที่ 2, 3 และ 4 ประจำปี 2559 โดยมีวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาทั่วประเทศ รวม 265 วัด จากนั้นทรงประทานพระโอวาทว่า วิสุงคามสีมา หมายถึง ที่ดินที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแก่พระสงฆ์ เมื่อได้รับพระราชทานที่ดินจากพระเจ้าแผ่นดินไปแล้ว จึงมีหน้าที่ทำอุโบสถให้เสร็จเรียบร้อย ถูกต้องตามพระธรรมวินัย เพื่อเป็นเครื่องฉลองพระราชศรัทธา เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า อุโบสถ หรือโบสถ์ เป็นสถานที่สำคัญที่สุดของวัด เจ้าอาวาสต้องไม่ลืมว่า อุโบสถไม่ใช่เป็นเพียงถาวรวัตถุเท่านั้น หากยังหมายถึงการสวดปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือน เป็นเครื่องซักซ้อม ตรวจสอบความบริสุทธิ์ทางพระวินัย และเป็นเครื่องสำแดงความพร้อมเพรียงในหมู่สงฆ์ด้วย อุโบสถจึงเป็นสังฆกรรมที่ต้องทำประจำ สม่ำเสมอ และมีกำหนดเวลาแน่นอน ขอให้เจ้าอาวาสไปศึกษาความหมายของอุโบสถเพิ่มเติมให้ครบถ้วน เพื่อเป็นความรู้ และเพื่อจะได้ทำอุโบสถกรรมให้ได้ถูกต้อง

สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระโอวาทต่อไปว่า ความพร้อมเพรียงของหมู่สงฆ์นั้น เป็นคุณธรรมสำคัญยิ่ง โดยในส่วนของความพร้อมเพรียง ชาวไทยใช้คำว่า “สามัคคี” บ้าง “ความกลมเกลียว” บ้าง ทั้งความสามัคคีนั้นยังมีคำเสริมมาด้วยอีกหลายคำ เช่น “สังคหะ” คือ ความยึดเหนี่ยวใจให้รวมกัน “อวิวาทะ” คือ ความไม่วิวาทถือต่าง และ “เอกีภาพ” คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ท่านทั้งหลายเป็นสมภารเจ้าวัด จึงมีหน้าที่สำคัญในการสร้างความพร้อมเพรียง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในวัด ทั้งฝ่ายพระภิกษุสามเณร และอุบาสกอุบาสิกา หากวัดใดขาดสามัคคี ขาดความรู้ที่ถูกต้องแห่งการทำสังฆกรรมตามพระวินัยบัญญัติ ต่อให้มีอุโบสถหรูหราใหญ่โต ก็ยังไม่ชื่อว่ามีอุโบสถเหมาะสม งดงาม หลักของ “สังฆสามัคคี” เป็นหลักแห่งอุโบสถแท้ ที่จะดำรงรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้ หากสงฆ์แตกแยก แบ่งหมู่ แบ่งเหล่า บาดหมาง คลางแคลงกันเมื่อใด เมื่อนั้นอายุแห่งพระพุทธศาสนาก็จะสั้นลงทุกที และหากพลเมืองขาดสามัคคีธรรม บ้านเมืองก็จะถึงกาลวิบัติย่อยยับไป เชื่อว่าคงไม่มีใครปรารถนาให้เกิดภาวะเช่นนั้นเป็นแน่ ไม่ว่าในหมู่ภิกษุสงฆ์ หรือหมู่ชาวโลก

ด้านนายกนก แสนประเสริฐ รองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ปฏิบัติหน้าที่แทนผอ.พศ. กล่าวว่า หลักเกณฑ์ของวัดที่จะขอพระราชทานวิสุงคามสีมานั้น จะต้องเป็นวัดที่สร้างขึ้น หรือได้บูรณปฏิสังขรณ์เป็นหลักฐานถาวร มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาไม่น้อยกว่า 5 รูปติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ระยะเวลา 5 ปีนั้น มิให้บังคับใช้แก่วัดที่สร้างอุโบสถเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ถือว่าเป็นวัดที่มีความสมบูรณ์ทั้งด้านกฎหมาย และด้านพระธรรมวินัย