“สมเด็จพระสังฆราช” ทรงประทานพระโอวาทพิธีประทานปริญญาบัตรมมร. ขอให้ผู้เป็นบัณฑิตมี “ขันติธรรม” มีสติยั้งคิด รักษาเกียรติของตนและมหาวิทยาลัย

0
1382

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมสุชีพ ปุญญานุภาพ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย(มมร.) ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นประธานในพิธีประทานปริญญาบัตรแก่ผู้ที่จบการศึกษาจาก มมร. ประจำปี 2559

โดยมีพระเทพบัณฑิต (ธรณิศ ชาคโร) อธิการบดี คณะผู้บริหาร อาจารย์ นิสิต พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายอำเภอพุทธมณฑล นายพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) และประชาชนทั่วไป เฝ้ารับเสด็จ

พระเทพบัณฑิต กราบทูลถวายรายงานว่า มมร. จัดการศึกษาใน 5 คณะวิชา ประกอบด้วย คณะศาสนาและปรัชญา คณะมนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ และบัณฑิตวิทยาลัย ทั้งในส่วนกลางและ 7 วิทยาลัยเขต กับอีก 3 วิทยาลัยในภูมิภาพ โดยจัดการศึกษาในระดับปริญญาตรี 14 สาขาวิชา ระดับปริญญาโท 5 สาขาวิชา และระดับปริญญาเอก 3 สาขาวิชา ในความเป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ มมร.ต้องจัดการศึกษาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF) และเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

ส่วนข้อแตกต่างจากมหาวิทยาลัยทั่วไป คือ มมร.เป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางพระพุทธศาสนา จัดการศึกษาโดยมีหลักพระพุทธศาสนาแกนกลางของหลักสูตร โดยหลักสูตรทุกสาขาวิขาและทุกระดับการศึกษา ผู้เรียนจะต้องเรียนกลุ่มวิชาเฉพาะทางพระพุทธศาสนาและต้องฝึกปฏิบัติ จึงจะสำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติปริญญา ทั้งนี้ในระดับปริญญาตรี มีบรรพชิตจบการศึกษา 289 รูป คฤหัสถ์ 1,301 คน ระดับปริญญาโท บรรพชิต 124 คน คฤหัสถ์ 404 คน ระดับปริญญาเอก บรรพชิต 7 คน คฤหัสถ์ 3 คน

จากนั้นสมเด็จพระสังฆราช ทรงประทานพระโอวาท มีความโดยสรุปว่า ท่านทั้งหลายได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิต สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอันมีเกียรติภูมิ มีประวัติความเป็นมาคู่กับประวัติ ศาสตร์พระพุทธศาสนา และประวัติศาสตร์ชาติไทย ย่อมมีหน้าที่ที่จะรักษาเกียรติภูมินั้นๆ ให้ดำรงอยู่กับตนเสมอ บัณฑิตที่จะก้าวออกไปปฏิบัติภารธุระต่างๆ ตามหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบนั้น ต้องมีขันติธรรมประจำใจ ต้องรู้จักอดทนและอดกลั้น ไม่ยอมตัวยอมใจให้วู่วามไปตามเหตุการณ์ ตามอคติ และอารมณ์ที่ตนชอบใจ หรือไม่ชอบใจนั้น

ทรงประทานพระโอวาท ต่อไปว่า ความอดทนอดกลั้นย่อมก่อให้เกิดความยั้งคิด และเป็นธรรมดาของมนุษย์เราว่า เมื่อยั้งคิดได้แล้ว ย่อมมีโอกาสที่จะพิจารณาเรื่องที่ทำ คำที่พูด ทบทวนดูใหม่ได้อีกคำรบหนึ่ง ถ้าท่านทั้งหลายมีสติยับยั้ง และทบทวนการกระทำของท่านอยู่เสมอ ย่อมจะช่วยให้ท่านสามารถวินิจฉัย ที่จะกระทำหรือไม่กระทำการใดๆ ได้ละเอียดถ่องแท้ขึ้น ทำให้การพิจารณาสิ่งต่างๆ เป็นไปด้วยความเข้าใจอันกระจ่างขึ้น ความคลาดเคลื่อนจากธรรม หรือบาปอกุศล ย่อมจะไม่มีโอกาสกล้ำกลายมาสู่การคิด การพูด และการกระทำของผู้มีความยับยั้งชั่งใจ ถ้าท่านกระทำได้เช่นนั้น ย่อมได้ชื่อเป็นผู้รักษาเกียรติของความเป็นบัณฑิต และรักษาเกียรติของมหาวิทยาลัยได้โดยแท้