ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 50 ปี ชดใช้ค่าเสียหาย 2.5 ล้าน อดีตนายก อบต. ทุ่งมะพร้าว พังงา ฐานความผิดพรากเด็กหญิง 2 รายเพื่อการอนาจาร-ข่มขืนกระทำชำเรา

0
98

วันนี้ (25ธ.ค.63) นายชูวิทย์  จันทรส  เลขาธิการมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีคลิปฉาว นายก อบต.ทุ่งมะพร้าว อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ก่อเหตุกระทำอนาจารเด็กหญิงอายุ 14 ปี ภายในรถยนต์ ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมปี 2562 ซึ่งกรณีนี้มูลนิธิฯ ได้เข้าช่วยเหลือเหยื่อผู้เสียหาย 2 รายเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี และเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ล่าสุด คดีนายศุภศักดิ์ โภคบุตร อดีตนายก อบต.ทุ่งมะพร้าว ศาลจังหวัดพังงานัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 24 ธันวาคม 2563 เวลา 09.00 น. ในคดีหมายเลขดำที่ อ. ๒๑๗/๒๕๖๓ พนักงานอัยการจังหวัดพังงา และโจทก์ร่วม (ผู้เสียหายโดยทนายมูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว เป็นทนายโจทก์ร่วม) ระหว่าง นายศุภศักดิ์  โภคบุตร จำเลยฐานความผิดพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร , กระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีและอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ , กระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบสามปีและเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็นด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กหญิงนั้นอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ระหว่าง ต้นเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2562 เหตุที่ตำบลทุ่มมะพร้าวและตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง จังหวัด พังงา ต่อเนื่องและเกี่ยวพันกัน การที่จำเลยได้กระทำเป็นความผิดต่อกฎหมาย และบทมาตราดังนี้ คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 , 276 , 277 , 279 , 317  ขอศาลได้พิจารณาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย

“ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐาน พิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา รวม 10 กระทง ลงโทษจำคุกจำเลย 324 ปี 3 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ลงโทษจำคุกจำเลย 50 ปี รวมทั้งให้ชดใช้ค่าเสียหายทั้ง 2 คน คนละ 1 ล้านบาท และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 5แสนบาทรวมเงินที่ต้องชดใช้ 2.5 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 21 เมษายน 63 ) เป็นต้นไป” นายชูวิทย์ กล่าว

นายชูวิทย์  กล่าวอีกว่า กรณีนี้ทางมูลนิธิเข้าให้การช่วยเหลือผู้เสียหาย เพราะผู้ก่อเหตุเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่กว้างขวางในพื้นที่  และผู้เสียหายเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาๆที่ยากลำบากในการต่อสู้  และเราทำงานร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เคสนี้ได้รับเงินเยียวยาจากกองทุนยุติธรรมแล้วและอยู่ในการคุ้มครองพยาน เราทำงานร่วมกับกรมกิจการเด็กและสถาบันครอบครัว  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ด้วย ในการเสริมพลังและเยียวยาสภาพจิตใจผู้เสียหาย มูลนิธิให้การช่วยเหลือในด้านคดีความโดยการเป็นทนายโจทย์ร่วม ส่วนคำพิพากษาในวันนี้เป็นเพียงศาลชั้นต้น ซึ่งผู้ก่อเหตุก็คงใช้สิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาต่อไป นี่เป็นการส่งสัญญาณว่าไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใครมีอิทธิพลแค่ไหน ทุกคนก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย  และไม่ควรมีใครที่จะใช้อำนาจ บารมีในการล่วงละเมิดผู้อื่น โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน