วันแม่ 2563 “หลวงพี่น้ำฝน”แสดงธรรม วันนี้ไม่สายที่จะทำดีเพื่อแม่ แต่แค่วันนี้เท่านั้น

0
219

เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2563 พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครปฐม แสดงธรรมโปรดศิษ์ยานุศิษย์และญาติโยมทั้งหลายว่า เจริญพรญาติโยมผู้อ่านทุกท่าน ในโอกาสวันแม่แห่งชาติ พ.ศ.2563 ที่จะมาถึง อาตมาขอเชิดชูพระคุณแม่อันยิ่งใหญ่ ที่เป็นดังผู้สร้างโลก เพราะสองมือแม่นี้เป็นสิ่งที่สร้างคนขึ้นมาเป็นพลเมือง เป็นพลโลก ที่คอยสร้างสรรค์โลกให้เป็นไป

​​                สมัยก่อนมีละครอยู่เรื่องหนึ่ง ชื่อว่า “คือหัตถาครองพิภพ” เพลงประกอบละครก็เป็นชื่อเดียวกันแหละ ในเพลงประกอบละครเรื่องนี้ ตอนท้ายสุดได้ยกเอาบทกลอนบทหนึ่ง ซึ่งพระราชธรรมนิเทศ (เพียร ราชธรรมนิเทศ) ได้แปล และแต่งเป็นกลอนขึ้นจากบทกวีฝรั่ง ความว่า “ถึงชายได้กวัดแกว่งแผลงจากอาสน์​ซึ่งอำนาจกำแหงแรงยิ่งกว่า อันมือไกวเปลไซร้แต่ไรมา​​​​คือหัตถาครองพิภพจบสากล” บทกลอนดังกล่าวนี้ให้ภาพชัดเจนมาก ว่าใครกันแน่ที่เป็นมือที่สร้างโลก ก็คือแม่ที่ไกวเปลเรามา และสร้างคนคนหนึ่งให้เติบใหญ่ จนบางคนก็เติบไปเป็นคนที่มีอำนาจได้กวัดแกว่งแผลงจากอาสน์นั่นแหละ มือแม่มีอำนาจถึงเพียงนั้น

​                “แม่” ในที่นี้ มิได้หมายความเพียงแค่แม่บังเกิดเกล้าที่ตั้งท้องเรามา เพราะหลาย ๆ คน แม่ต้องด่วนจากไป ไม่ว่าจะจากเป็น หรือจากตาย พระพุทธองค์เองก็เป็นเช่นนั้น พระนางสิริมหามายา พระพุทธมารดา ก็จากเจ้าชายสิทธัตถะองค์น้อยไปตั้งแต่อายุได้ 7 วัน พระองค์จึงมี “แม่เลี้ยง” คือพระนางปชาบดีโคตมี พระนางปชาบดีโคตมีคือหัตถาที่สร้างเจ้าชายสิทธัตถะให้เป็นพระพุทธองค์อีกคู่หนึ่ง เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่เลี้ยงดูเรามาดังแม่ ก็ขอให้เรานับถือท่านเสมอด้วยแม่บังเกิดเกล้า อย่าได้คิดมากเลยว่า ทำไมเราไม่มีแม่ ทำไมเราไม่เหมือนใคร ใครก็ตามที่อุ้มชูเรามา ขอให้เรานับถือท่านเถิด

​                เมื่อแม่ ไม่ว่าจะแม่บังเกิดเกล้า หรือใครก็ตามที่เรานับถือเสมอด้วยแม่ เป็นผู้มีพระคุณแก่เรา เราพึงตอบแทนบุญคุณของท่านด้วยใจนิยมยินดี และอาตมาขอเตือนประการหนึ่งว่า วันนี้ไม่สายที่จะทำดีเพื่อแม่ แต่แค่วันนี้เท่านั้น!

คนเรา ตายวันตายพรุ่งไม่รู้ แม้แต่แม่ของเรา รู้แต่ว่าการทำบุญกับพ่อแม่นั้น สามารถทำได้ทันที ไม่ต้องรอ หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ อมตเถราจารย์แห่งที่ราบสูงโคราช เคยกล่าวไว้ว่า “พ่อแม่อยู่บนบ้าน มึงไม่ทำบุญเลย มึงควรทำบุญทุกวันก็จะได้มาก มึงอย่ามัวรอทำบุญ 100 วัน มึงจะได้สักเท่าไร” นั่นแหละ ถ้ารอทำบุญให้แม่เมื่อวันนั้นมาถึง จะมีประโยชน์อะไร แม่ไม่รับรู้แล้ว นอนนิ่งทื่ออยู่ในโลง เคาะโลงไปก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ สู้เราได้เห็นรอยยิ้มของแม่ เป็นน้ำทิพย์ชโลมใจลูก นั่นแหละเป็นบุญอย่างที่สุดแล้ว ฉะนั้น มีโอกาส ให้เร่งทำ เวลาไม่รอท่า ใครจะไปก่อนกัน ก็ไม่อาจรู้ได้

อาตมาขอเล่าย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาล พระอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธองค์ คือ พระสารีบุตร เดิมชื่อ อุปติสสะ เป็นบุตรนางสารี จึงได้ชื่อว่าสารีบุตร นางสารีนั้น แม้ลูกชายตนจะได้เป็นกองหน้าแห่งกองทัพธรรมในสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แต่นางก็ยังมิยอมรับนับถือในพระรัตนตรัย ยังคงมีความเชื่ออย่างเดิม แถมขัดเคืองใจที่ลูกชายทั้งหลายของนางไปบวชอีก ไม่มีใครสืบสกุล จึงไม่อยู่ในข่ายจะเข้าสู่มรรคผล กรณีของพระสารีบุตรนั้นน่าสงสารนัก เพราะพระสารีบุตรเป็นผู้ที่มีความกตัญญูอย่างยิ่ง เป็นคนที่รู้คุณคน พระสารีบุตรได้รู้จักพระสัทธรรมเพราะพระอัสสชิ พระสารีบุตรจึงบูชาพระอัสสชิอย่างยิ่งตราบจนบั้นปลายชีวิต แต่กับมารดาตนนั้นเล่า ต้องรอให้ถึงวาระสุดท้ายของพระสารีบุตร ครั้งนั้นพระสารีบุตรรู้แน่ว่าถึงเวลาจะต้องละสังขารแล้ว จึงทูลลาพระพุทธองค์เพื่อไปละสังขารที่บ้านเกิดของตน และไปโปรดมารดาของตนให้เข้าถึงพระรัตนตรัยเสียที เมื่อท่านไปถึงที่บ้านเกิด อาการโรคร้ายของท่านก็กำเริบขึ้นมา ต้องนอนซมอยู่ในห้อง ในคัมภีร์บรรยายความในตอนนั้นว่า เทพยดาทั้งหลายผู้เป็นใหญ่ได้ลงมาเฝ้าดูอาการ มาสักการะเป็นครั้งสุดท้าย ฝ่ายนางสารีผู้เป็นมารดาได้เห็นเข้าก็นึกอัศจรรย์ใจว่าเทพยดาทั้งหลายมากระทำสักการะลูกชายของตน จิตของนางก็เริ่มอ่อนโยน น้อมเข้าสู่พระรัตนตรัยมากขึ้น พระสารีบุตรจึงได้เทศนาโปรดมารดา จนมารดาได้บรรลุโสดาบัน แล้วหลังจากนั้น พระสารีบุตรก็มรณภาพลง นับเป็นกรณียกิจสุดท้ายก่อนที่พระสารีบุตรจะละสังขาร

จะเห็นได้ว่า พระสารีบุตรได้ทำบุญใหญ่ คือการทำให้แม่ของตนมีสัมมาทิฏฐิ ซึ่งก็นับเป็นบุญอย่างหนึ่งที่พระสารีบุตรท่านรู้ตัวว่าท่านถึงเวลาจะต้องไปแล้ว จึงเร่งทำภารกิจสุดท้ายก่อนจะดับร่างวางขันธ์ไป เมื่อไม่มีสิ่งใดติดค้าง มารดาได้เข้ากระแสพระนิพพานแล้ว ก็นับได้ว่าหมดห่วงทุกสิ่งอย่าง ฉะนั้น เราทั้งหลาย เราทุกคนต้องเร่งทำ ทำบุญกับพ่อแม่

ทำบุญกับพ่อแม่ ทำอย่างไร เราบูชาพระรัตนตรัยอย่างไรก็ทำอย่างนั้น บูชาด้วยอามิสบูชา ให้ข้าวให้ของ เลี้ยงดูท่าน ก็เป็นการบูชาตอบแทนพระคุณ อีกอย่างหนึ่งคือ ปฏิบัติบูชา คือการอยู่ในโอวาทของพ่อแม่ ตั้งอยู่ในคุณธรรมทั้งหลาย และพยายามน้อมนำให้บิดามารดาเข้ามา หรือดำรงคงอยู่ในสัมมาทิฏฐิ ดังเช่นที่พระสารีบุตรได้กระทำในวาระสุดท้ายของท่าน สิ่งนี้จะเป็นมหาบุญยิ่งใหญ่ เพราะใจคนที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ย่อมก่อให้เกิดบุญอะไรได้อีกหลายอย่าง ได้อีกมหาศาล

เมื่อเราทำเช่นนี้ เราจะไม่มีวันเสียใจในภายหลัง เมื่อแม่ของเราจากไป เราเสียใจ เราร้องไห้ แต่เราไม่เสียใจ แบบที่ว่า รู้งี้ทำไมกูไม่ทำอย่างนั้น ทำไมกูไม่ทำแบบนี้แต่แรก รู้อีกทีแม่ไปนอนในโลงแล้ว หลายคนเป็นเช่นนี้ อาตมานี้โชคดีที่อาตมายังได้ทำทุกอย่างให้แม่ อาตมาอยู่กับแม่ตั้งแต่เด็ก อยู่แบบกำพร้าพ่อ อาตมาถือว่าแม่เป็นหัตถาสร้างอาตมา อาตมาก็ต้องตอบแทนพระคุณท่าน ซึ่งอาตมาถือว่าอาตมาได้ทำโดยสมบูรณ์แล้ว อาตมาได้นำพาแม่เข้าสู่สัมมาทิฏฐิ อยู่ในร่มเงาพุทธศาสนา ดังนั้น เมื่อแม่ของอาตมาจากไป อาตมาเสียใจไหม อาตมาเสียใจ แต่อาตมาไม่เสียดายเวลาที่ผ่านมา ฉะนั้นขอให้เชื่ออาตมาว่าถ้าทำได้อย่างนี้ โยมจะไม่เสียใจเลย โยมจะรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ

วันนี้ไม่สายที่จะทำดีเพื่อแม่ แต่แค่วันนี้เท่านั้น อาตมาขอพูดอีกที ไม่มีใครรู้ว่าใครจะอยู่ ใครจะไปก่อนกัน เร่งทำก่อนจะไม่มีเวลาทำ เร่งทำก่อนที่จะหมดโอกาสทำ บุญใหญ่อยู่ตรงหน้าแล้ว ทำเถิด จะสร้างวัดนับร้อย เจดีย์นับพัน ก็สู้การอุปัฏฐากพ่อแม่ของตนด้วยใจเคารพนิยมยินดีแม้วันเดียวมิได้ ขอเจริญพร