วธ. เชิญรางวัลพระราชทาน “เสาเสมาธรรมจักร” ถวายประธานสงฆ์ สปป.ลาว ชูมิติศาสนาเชื่อมสัมพันธ์ เชิญชวนร่วมกิจกรรมสงกรานต์-สวดมนต์ข้ามปี

0
1287

สำนักข่าว thairnews – เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2561 เวลา 14.00 น. นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เป็นประธานพิธีถวายรางวัลพระราชทานเสาเสมาธรรมจักรผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ประจำปี 2561 แด่พระมหางอน ดำลงบุน (พระอาจารย์ใหญ่มะหางอน) ประธานสงฆ์แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) และมอบรางวัลพระราชทานเสาเสมาธรรมจักรให้กรมศาสนา ศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ สปป.ลาว มีนายคะนองลิด สีสมบูน อธิบดีกรมศาสนา ศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติฯ เป็นผู้รับมอบ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์ สปป.ลาว

 

ในการนี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อพฺโร) ทรงมีสารถึงประธานสังฆปธานาธิบดี ประธานศูนย์กลางองค์การพระพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว ทรงเเสดงถึงความห่วงใยในพระภิกษุ สามเณร และประชาชนชาวลาว ผู้ประสบอุทกภัย พร้อมนี้ได้ถวายกัปปิยภัณฑ์มีมูลค่าเท่ากับ 100,000 บาท (หนึ่งเเสนบาทถ้วน) เพื่อนำไปสงเคราะห์ผู้ประสบภัย โดย รมว.วธ. เป็นผู้ถวาย มีนายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ เอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ร่วมเป็นเกียรติ

นายวีระ กล่าวว่า เนื่องจากในปี 2561 วธ. โดยกรมการศาสนา (ศน.) ได้พิจารณาคัดเลือกผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ประจำปี 2561 ที่สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ประกาศเกียรติคุณให้ทราบโดยแพร่หลาย และเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ จำนวน 160 รูป/คน แบ่งเป็นพระสงฆ์ 92 รูป ฆราวาส 53 คน และหน่วยงาน 15 แห่ง ซึ่งได้เข้ารับพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักรจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ มณฑลพิธี ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว พระมหางอน ดำลงบุน ประมุขสงฆ์ และอธิบดีกรมศาสนา ศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติฯ ไม่สามารถเดินทางมารับรางวัลพระราชทานดังกล่าวได้ ดังนั้น ตนในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย จึงเชิญรางวัลพระราชทานเสาเสมาธรรมจักรผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา มาถวายแด่พระมหางอน ดำลงบุน ประธานสงฆ์ สปป.ลาว และมอบแก่อธิบดีกรมศาสนา ศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติฯ อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการถวายและมอบรางวัลแด่ประมุขสงฆ์ พระสงฆ์ หน่วยงาน และพุทธศาสนิกชนในประเทศอาเซียนและต่างประเทศที่ได้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาปรากฏเด่นชัด โดยสนับสนุนกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาร่วมกับประเทศไทยตลอดมา เช่น การจัดงานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอาเซียนสานสัมพันธไมตรีและกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี ภาวนาทั่วโลกเพื่อสันติภาพ ปี พ.ศ. ๒๕๖๑” และเพื่อส่งเสริมประมุขสงฆ์ หน่วยงาน และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐในประเทศอาเซียนที่มีผลงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับของสาธารณชน ให้ได้รับการยกย่องเชิดชูเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายในการส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและศาสนากับประเทศอาเซียน

รมว.วธ. กล่าวต่อไปว่า ที่สำคัญ ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจาก สปป.ลาว ทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมเผยแผ่พระพุทธศาสนาและส่งเสริมความสัมพันธ์ในมิติศาสนาและศิลปวัฒนธรรมเป็นอย่างดี ในปีที่ผ่านมาได้ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การจัดงานสวดมนต์ข้ามปี ซึ่งในครั้งนี้จะมีการหารือถึงแนวทางความร่วมมือและเชิญชวนคณะสงฆ์ สปป.ลาว ร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีในปลายปี 2561 ต่อเนื่องปี 2562 รวมถึงในปีนี้ กรมการศาสนาของไทย จะนิมนต์ประมุขสงฆ์และเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและศาสนาในประเทศอาเซียนและประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา มาร่วมพิธีสวดมนต์ข้ามปีที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมเผยแผ่พระพุทธศาสนาของไทยและ สปป.ลาว ถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ด้านความร่วมมือทางด้านศาสนาและศิลปวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศได้เป็นอย่างดี

“ที่ผ่านมากระทรวงวัฒนธรรมได้ใช้มิติทางศาสนาและวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างคนให้เป็นคนดี สร้างสังคมให้เป็นสังคมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความสมานฉันท์ นอกจากนี้ยังใช้เป็นเครื่องมืออื่นๆ ด้วย ซึ่งการสร้างคนและสังคมถือเป็นภารกิจที่กระทรวงวัฒนธรรมได้ขับเคลื่อนต่อเนื่องมาทั้งเนื่องในวันสำคัญทางศาสนาและวันสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่ริเริ่มประเทศแรกและขยายผลจนมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมถึงปีละกว่า 20 ล้านคน นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยพูดว่ารู้สึกยินดีที่เห็นการสวดมนต์ข้ามปีขยายไปถึงความร่วมมือในต่างประเทศด้วย”  รมว.วธ. กล่าว

หลังเสร็จพิธีฯ นายวีระ พร้อมด้วยเอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์ อธิบดีกรมการศาสนา สปป.ลาว และนายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีศน. ได้เข้าพบนายบ่อแสงคำ วงดาลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สปป.ลาว ณ ห้องรับรองกระทรวงแถลงข่าวฯ เพื่อหารือความร่วมมือและเพื่อประโยชน์ร่วมกันทั้งสองประเทศที่มีมาอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิดมาโดยตลอด ทั้งในระดับรัฐและประชาชนโดยมิได้มีการลงนามความตกลงทางวัฒนธรรมระหว่างกัน ทั้งนี้ นายวีระได้กล่าวแสดงความขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแถลงข่าวฯ ที่ทางสปป.ลาวจัดส่งคณะนักแสดงแห่งชาติลาวเข้าร่วมงานมหกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และมีการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างกรมศิลปากรของไทยและกรมมรดกแห่งชาติลาว รวมทั้งกิจกรรม โครงการความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือพหุภาคี โดยเฉพาะกรอบความร่วมมืออาเซียน นอกจากนี้ในระดับท้องถิ่น บริเวณชายแดนไทย-ลาว ได้ร่วมกิจกรรมเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างภาคประชาชน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถพัฒนาความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันได้อย่างราบรื่นในอนาคต

นอกจากนี้ ได้มีการหารือระหว่างกันถึงความร่วมมือการจัดประเพณีสงกรานต์ไทย-ลาว ปีพ.ศ. 2562 และการบริหารหอสมุดแห่งชาติและพิพิธภัณฑ์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ก่อนที่รมว.วธ. จะได้มอบของที่ระลึกเป็นเครื่องเบญจรงค์ลายไทยแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแถลงข่าวฯ และรับมอบแคนสัญลักษณ์แห่งมรดกโลกของลาวจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแถลงข่าวฯ

ด้านนายเกียรติคุณ กล่าวว่า นับว่าเป็นเกียรติที่สถานเอกอัครราชทูตไทยได้ให้การต้อนรับ รมว.วธ.ที่ได้มาปฏิบัติภารกิจ ความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมระหว่างไทย-ลาวเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งต่อการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนเข้าด้วยกัน เนื่องจากพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้อยู่แค่ความสัมพันธ์รัฐบาลกับรัฐบาลหรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเท่านั้น พื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดีจะต้องเกิดจากความเข้าใจที่ดีระหว่างประชาชน อันจะช่วยส่งเสริมให้ความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ ได้พัฒนาก้าวหน้าแน่นแฟ้นและยั่งยืน โดยเฉาะอย่างยิ่งสปป.ลาว ถือว่าเป็นประเทศที่เป็นบ้านใกล้เรือนเคียง มีความใกล้ชิด มีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและมีภาษาที่คล้ายคลึงกันนับเป็น 2 ภาษาในโลกที่สามารถพูดคุยกันเข้าใจโดยไม่ต้องใช้ล่ามแปล จึงถือว่าเป็นจุดเด่นที่จะส่งเสริมด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง อีกทั้งมีการไปมาหาสู่ มีครอบครัวทั้งสองฝ่ายซึ่งกันและกันมายาวนาน ดังนั้นเรื่องวัฒนธรรมจึงเป็นของร่วมกัน ไม่แบ่งว่าเป็นของเขาของเรา โดยส่วนตัวแล้ว ตนอยากให้ทั้งสองกระทรวงมีการทำ MOU ความร่วมมือทางวัฒนธรรม เช่นเดียวกับระหว่างกรมศิลปากรและกรมวิจิตรศิลป์แต่ระดับกระทรวงยังไม่มี ดังนั้นในวันนี้จึงมีการเสนอให้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านวัฒนธรรมของสปป.ลาวได้พิจารณา ในส่วนของสถานเอกอักราชทูตก็จะทำหน้าที่ประสานและผลักดันในสิ่งที่อาจจะเป็นนโยบายตามที่รัฐมนตรีทั้งสองท่านได้หารือให้ประสบความสำเร็จต่อไป