มหามงคลกาล รัฐบาลไทยจัดพิธีรับการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ จากสาธารณรัฐอินเดียถึงไทยแล้ว

0
421

เตรียมอัญเชิญประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เปิดให้ศาสนิกชนทั่วโลกได้กราบสักการะ เสริมสิริมงคล

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 15.00 น. นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เป็นประธานในพิธีรับการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ จากสาธารณรัฐอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ – 19 มีนาคม 2567 พร้อมด้วยนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวเพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมพิธี ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร โดยในเวลา 14.00 น. จะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุฯ จากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง มาถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายอินเดีย พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม อัญเชิญเข้าสู่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย จากนั้น เวลา 15.00 น. นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และผู้แทนฝ่ายอินเดีย ร่วมกล่าวถึงพิธีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุฯ และลงนาม Mou ร่วมกัน

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวว่า รัฐบาลไทยและสาธารณรัฐอินเดีย โดยกระทรวงวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ สถาบันโพธิคยา 980 สถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย ร่วมกันอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินเดียและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ จากพิพิธภัณฑสถานเมืองสาญจี มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐอินเดีย และส่งเสริมการนำหลักธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ศาสนิกชนได้สักการบูชา นับเป็นมหามงคลอันยิ่งใหญ่และสูงสุดต่อชีวิต ซึ่งการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระอัครสาวกทั้งสองในครั้งนี้ มีหัวหน้าคณะผู้แทนของอินเดียเป็นผู้อัญเชิญ เดินทางถึงสนามบินทหาร ดอนเมือง กองบิน 6 โดยนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้แทนรัฐบาล พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ  ภาคเอกชน  สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ร่วมรับการอัญเชิญ และมีการรับมอบพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ พระสารีบุตร พระโมคัลลานะ มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย โดยมีหลักฐานสำคัญที่ทำให้ทราบว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุ คือ ผอบที่พบมีข้อความจารึกด้วยอักษรพราหมี (Brahmi) แปลได้ว่า “ที่บรรจุพระสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้านี้ เป็นของสากยราชสุกิติ กับพระภาตา พร้อมทั้งพระภิคินี พระโอรสและพระชายา สร้างขึ้นอุทิศถวาย” พระบรมสารีริกธาตุนี้ นับเป็นองค์ดั้งเดิม ที่ค้นพบที่สถูปโบราณ ปิปราวาห์ เมืองกบิลพัสดุ์ ในสมัยพุทธกาล ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่พิพิธภัณฑ์นิวเดลี  ส่วนพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะนั้น อัญเชิญมาจากเมืองสาญจี รัฐมัธยประเทศ ประเทศอินเดีย ซึ่งห่างจากนิวเดลี 731 กิโลเมตร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การอัญเชิญมาครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในรอบ 2,567 ปี ที่พระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระอัครสาววกทั้งสององค์เสด็จมาพร้อมกันในครั้งนี้  โดยจะมีการบรรจุอยู่ในผอบทรงเจดีย์ลวดลายแบบไทยประเพณีสำหรับประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่สร้างขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร และยังได้จัดสร้างมณฑปสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ออกแบบโดยสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 15.00 น. มีพิธีรับการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุฯ จากอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง โดยมีสมเด็จพระธีรญาณมุนี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ เจริญชัยมงคลคาถา จากนั้นอัญเชิญมายังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา ๑๗.๐๐ น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ได้รับพระเมตตาอย่างสูงยิ่งที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ  สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมตตาเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธี และมีพิธีอัญเชิญประดิษฐาน โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นผู้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุฯ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อัญเชิญพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตร นายเสริมศักดิ์  พงษ์พาณิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้อัญเชิญพระอรหันตธาตุของพระพระโมคคัลลานะ พร้อมด้วยผู้แทนฝ่ายอินเดีย ได้จัดริ้วขบวนอัญเชิญอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา โดยจัดเป็นขบวนโคม ขบวนการแสดง 4 ภาค การแสดงกลุ่มชาติพันธุ์ การแสดงจากอินเดีย ขบวนธงชาติไทย ธงชาติอินเดีย ธงธรรมจักร และธงฉัพพรรณรังสี ขบวนโคมประทีปและโคมดอกบัว ขบวนรถมาฆบูชาประดิษฐานพระพุทธรูปปางแสดงโอวาทปาติโมกข์ รถบุปผชาติประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ ขบวนเฉลิมพระเกียรติ และขบวนจิตอาสา เป็นต้น

หลังจากนั้นจะเปิดให้ประชาชนเข้าสักการบูชา ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2567 เวลา 09.00 – 20.00 น. ในส่วนภูมิภาค อัญเชิญไปประดิษฐานในส่วนภูมิภาคใน 3 จังหวัด ให้ประชาชนได้เข้าสักการบูชา เวลา 09.00 – 20.00 น. ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 5 – 8 มีนาคม 2567 ณ หอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 10 – 13 มีนาคม 2567 ณ วัดมหาวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี และภาคใต้ ระหว่างวันที่ 15 – 18 มีนาคม 2567 ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล จังหวัดกระบี่ โดยในทุกวันตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป จะจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เสริมสิริมงคลให้กับศาสนิกชนที่เข้ากราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ โดยแต่ละพื้นที่จะมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ตามอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรม มุ่งหวังให้พุทธศาสนิกชน ประชาชนโดยทั่วไปทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ รวมถึงศาสนิกชนที่พำนักอยู่ในต่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้านได้มีโอกาสมาสักการะพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุฯ ครั้งหนึ่งในชีวิต ด้วยการนำหลักธรรม ความเชื่อของศาสนาเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านศาสนาและส่งเสริมคุณธรรมของประชาคมโลกเพื่อสร้างความสงบสุขแก่มวลมนุษยชาติ เพื่อความเป็นสิริมงคล รวมทั้งได้ร่วมสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่อย่างมั่นคง ยั่งยืนสืบไป

นายราเชนทร์ วิศวนาถ อัรเลกัร ผู้ว่าการรัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย ผู้แทนฝ่ายอินเดีย กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลไทยมีคำขอต่อรัฐบาลอินเดีย ในการขออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าและพระอัครสาวกสองพระองค์ คือพระสารีบุตรและมหาโมคัลลานะ ระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ถึง 19 มีนาคม 2567 โดยพระธาตุศักดิ์สิทธิ์จะเสด็จมายังประเทศไทย เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนพรรษา 6 รอบ หรือ 72 พรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสอันน่ายินดีที่สุดนี้ ในนามของประชาชน รัฐบาลอินเดีย ขอแสดงความนับถือและความปรารถนาดีอย่างหาที่สุดมิได้ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงพระชนม์ชีพที่ยืนยาว ทรงมีพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ และทรงพระเกษมสำราญ ซึ่งการมาเยือนขององค์พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้ ไม่บ่อยนักที่จะนำออกนอกประเทศ รัฐบาลอินเดียนำโดยนายกรัฐมนตรีนเรนทระ โมที ได้ตกลงที่จะส่งพระบรมสารีริกธาตุมายังประเทศไทย โดยคำนึงถึงความสำคัญสูงสุดในการเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อความสัมพันธ์อันใกล้ชิดดั่งญาติมิตรของระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศได้กระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในการมีส่วนร่วมในทางธุรกิจ การเมือง การศึกษา และวัฒนธรรม Soft power ของประเทศไทย และเชื่อมั่นว่าจะเป็นจุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ในความสัมพันธ์ทวิภาคีอินเดีย-ไทย