มรร.ทุ่มงบ 180 ล้านหนุนพระสอนศีลธรรม สนองพระราโชบาย “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เปิดรับเพิ่มถึง 4 พ.ค.นี้

0
3304

พระเมธาวินัยรส (สุเทพ ปสิวิโก) ผศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย(มมร.) กล่าวว่า โครงการ “MBU Challenge 3” ของมมร.ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงการพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน มีงบประมาณโครงการ 180 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการถวายค่าพาหนะแก่พระสอนศีลธรรม รูปละ 2,500 บาท/เดือน นอกจากนี้ยังมีงบส่วนกลางอีกส่วนหนึ่งซึ่งสามารถใช้ดำเนินการตลอดทั้งปี กับอีกกิจกรรมหนึ่งเป็นการจัดโครงการเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา การส่งครูพระไปสอนศีลธรรมตามโรงเรียนระดับมัธยมทางโครงการยังขาดครูพระอีกมาก จึงเปิดรับสมัครครูพระเพิ่มขึ้นเพื่อให้ครบตามจำนวนที่ต้องการ คือ 6,700 รูป แต่ปัจจุบันมีอยู่เพียง 5 พันกว่ารูป ยังขาดอีกประมาณ 1,000 รูป จึงขอเชิญชวนให้พระที่จบป.ตรี หรือไม่จบแต่ต้องมีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ  มีทักษะในการสอนได้ดี หรือคุณสมบัติที่ได้รับพิจารณาโดยคณะผู้บริหารโครงการฯ

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการมมร. กล่าวต่อไปว่า เรื่องงบประมาณคงไม่ถึงกับขาดแคลน แต่ก็ต้องใช้จ่ายไปตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการซึ่งปัจจุบันได้มีระเบียบว่าด้วยพัสดุและการเงินออกมาใหม่แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา  อย่างไรก็ตามโครงการ MBU Challenge นอกจากจะจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาแล้ว อีกส่วนหนึ่งก็ได้จัดเพื่อเชิดชูพระเกียรติแด่สมเด็จพระอยู่หัว ด้วยการสนองพระราโชบายที่พระองค์ต้องการให้บทบาทพระสงฆ์ออกมาในภาพลักษณ์ที่ดี มีศีลาจารวัตรงดงาม เป็นพระสงฆ์ที่สอนธรรม เผยแผ่ธรรม ซึ่งพระสงฆ์เหล่านี้จะได้รับการเชิดชูจากสถาบันพระมหากษัตริย์มาทุกยุคสมัย

“พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงมีพระราชดำริเช่นนั้น ประการหนึ่งคือ พระสงฆ์ที่อยู่กรอบพระธรรมวินัย เป็นพระที่ดำเนินในวิถีของสมณะ ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะให้พระได้มีโอกาสเข้าสอนตามโรงเรียนแล้ว ยังได้รับการนิมนต์มาเข้ารับการอบรมปลูกฝังสิ่งที่ดี และดูแลเรื่องศีลาจารวัตรแนวประพฤติปฏิบัติต่างๆ ด้วย จะทำให้เราได้พระที่มีศีลาจารวัตรงดงาม ได้พระที่มีความรู้และปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย ถือว่าได้สนองพระราโชบายของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี” รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการมมร. กล่าว

พระครูปลัดกวีวัฒน์ กรรมการโครงการพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน มมร. กล่าวว่า  พันธกิจของมมร.ไม่เฉพาะผลิตบัณฑิตเท่านั้น แต่ได้ครอบคลุมพันธกิจอื่นๆ ด้วย เช่น เรื่องการวิจัย การค้นคว้าหาความจริงจากปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น การนำหลักธรรมมาแก้ปัญหาด้วยผลงานวิจัย ครูอาจารย์แต่ละรูปของมมร.ไม่ได้มีหน้าที่สอนอย่างเดียวแต่ต้องทำวิจัยด้วยเพื่อแก้ปัญหาทั้งนักศึกษาและสังคม งานวิจัยทุกชิ้นพร้อมให้สังคมนำองค์ความรู้ไปใช้ได้ นอกจากนั้นยังมีบริการวิชาการไปสู่ชุมชนและสังคม เช่นโครงการพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน เป็นพันธกิจของมหาวิทยาลัยด้วยบริการทางวิชาการลงไปสู่สังคม เมื่อประเทศไทยชูนโยบายไทยแลนด์ 4.0  ทุกอย่างจึงเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เด็กไทยในอนาคตอีก 10 ปี 20 ปีจะเกิดอะไรขึ้น นวัตกรรมจะเปลี่ยนแปลงไปถึงไหน ความคิดของเด็กจะไปทิศทางใด ดังนั้นพระสอนศีลธรรมของมมร.ต้องพร้อมสนองพระราโชบาย ด้วยการให้พระได้เป็นหลักทางใจของประชาชน เป็นเบรกห้ามล้อให้กับสังคมได้ ดังนั้นมมร.จึงส่งพระสอนศีลธรรมไปสอนเด็กให้รู้จักเหตุรู้จักผล รู้ผิดรู้ถูก รู้ดีรู้ชั่ว รู้อะไรควรไม่ควร และรู้บุญรู้บาป ซึ่งทุกวันนี้น่าห่วงใยมากเพราะคนรุ่นใหม่เริ่มไม่รู้บุญรู้บาปว่าเป็นอย่างไร พ่อแม่มีพระคุณไหม ทำไมต้องร้องเพลงชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดมากขึ้นในสังคมไทย

พระครูปลัดกวีวัฒน์ กล่าวอีกว่า พระสอนศีลธรรมในโรงเรียน มียุทธศาสตร์สำคัญคือ การพัฒนาพระสอนศีลธรรมให้มีศักยภาพ โดยขณะนี้กำลังเปิดรับสมัครส่วนกลางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไปถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 และวันที่ 5 จะจัดให้มีการเข้าแคมป์อบรมที่มมร.ศาลายา โดยพระที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องมีความรู้ระดับนักธรรมและระดับต่างๆ ได้มาเสริมศาสตร์ความรู้กับครูอาจารย์จากคณะศึกษาศาสตร์สอนทั้งเรื่องแผนการสอน จิตวิทยา การใช้สื่อกับเด็กยุคใหม่ เพียงขอให้พระท่านมีใจรักที่จะเป็นครูสอน อาตมาขอฝากว่า อยากได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และเจ้าคณะปกครองให้มีการประสานระดับกระทรวง และระดับนโยบายในการถวายความสะดวกแก่พระสอนศีลธรรมในโรงเรียนด้วย