พิธีเปลี่ยนผ้าครอง-เคลื่อนสังขาร “หลวงพ่อพูล” สู่อาคารหลังใหม่สุดงดงามอร่ามเรือง “หลวงพี่น้ำฝน” สร้างบูชาอาจริยคุณผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา

0
29

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 64  ที่วิหารพระพุทธเมตตาประทานพร วัดไผ่ล้อม ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม เป็นประธานในพิธีเปลี่ยนผ้าครอง ย้ายสังขารพระมงคลสิทธิการ “หลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข” เข้าสู่ศาลาหลวงพ่อพูลหลังใหม่ ที่งดงามอร่ามเรืองด้วยกระเบื้องโมเสคสีทองอร่ามทั่วทั้งศาลา นับเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นพิธีการเปิดอาคารศาลาหลวงพ่อพูล(หลังใหม่) อย่างเป็นทางการหลังก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ โดยมีเพียงคณะสงฆ์  ศิษยานุศิษย์ที่ใกล้ชิด รวมถึงเจ้าหน้าที่ของวัดไผ่ล้อมเข้าร่วมในพิธี  ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 โดยผู้ร่วมพิธีต้องผ่านการฉีดวัคซีนโควิด-19 จำนวน 2 เข็ม มาแล้วทุกคนเท่านั้น

อาคารศาลาหลวงพ่อพูลหลังใหม่แห่งนี้ ภายในประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อพูล นั่งบนหนุมาน อุ้มโลงแก้วหีบทองบรรจุสังขารของท่านที่ยังคมสภาพไม่เน่าเปื่อยเป็นเวลากว่า 16 ปี มีขนาดหน้าตักกว้าง 3 เมตร สูง 5 เมตร องค์ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นประติมากรรมอันวิจิตรหนึ่งเดียว ที่พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อมได้รังสรรค์จัดสร้างแสดงกตัญญุตาต่อครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา อบรมสั่งสอนศิษย์ให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในหลักพระพุทธศาสนา และเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีที่ท่านได้สร้างไว้ด้วยคุณูปการ ซึ่งพร้อมเปิดให้ศิษยานุศิษย์ และประชาชนทั่วไปเข้ากราบไหว้สักการะขอพร รวมทั้งยังมี เนสเซอรี่กุมารทองสมบัติวัดไผ่ล้อม กุมารคู่บุญบารมีของหลวงพ่อพูล ตั้งอยู่ข้างรูปเหมือนองค์หลวงพ่อพูล

หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาวัดไผ่ล้อม กล่าวว่า ในการจัดพิธีการเปลี่ยนผ้าครองสังขารหลวงพ่อพูล และการเคลื่อนย้ายสังขารจากวิหารหลวงพ่อพระพุทธประทานพร ไปตั้งในศาลาหลวงพ่อพูลหลังใหม่ในครั้งนี้ ได้มีการวางแผนมานาน ซึ่งที่ตั้งของศาลาหลวงพ่อพูลที่ได้นำสังขารท่านไปประดิษฐานตรงจุดเดิมที่เคยเป็นที่ตั้งของกุฏิของหลวงพ่อพูลท่านเอง ในการออกแบบอาตมาได้ทำตามนิมิตที่เป็นภาพ คือการที่มีรูปหล่อหลวงพ่อพูลที่สร้างขึ้นมาเป็นงานที่ละเอียด มีความเหมือนกับท่านเมื่อครั้งยังคงธาตุขันธ์ นั่งอยู่บนหนุมาน ซึ่งถือว่าหนุมานเป็นตัวแทนของความกตัญญู เปรียบเสมือนอาตมาที่ตลอดระยะเวลาที่หลวงพ่อพูลท่านยังมีชีวิตอยู่  ก็สนองงานหลวงพ่อพูลในวัดไผ่ล้อมด้วยความตั้งใจมาโดยตลอด และแม้หลวงพ่อพูลท่านได้ละสังขารแล้ว 16 ปี อาตมาก็ยังคงสานต่อภารกิจในวัดอย่างต่อเนื่องเสมอมา ส่วนโลงกระจกที่รูปหล่อท่านอุ้มไว้ เป็นการที่แสดงให้เห็นถึงบารมีของท่านที่สังขารไม่มีเน่าเปื่อย และเนื้อผิวก็ยังคงออกเป็นสีทองอร่ามมากขึ้นทุกปี และยังมีเส้นผมที่งอกยาวออกมาด้วย จึงได้ตั้งใจนำมาประดิษฐาน ณ ที่นี้ เพื่อให้ประชาชนได้มาเห็นถึงบารมีของหลวงพ่อพูลที่ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่สร้างแต่ความดีมาตลอดการครองชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์ จะเปิดให้ประชาชนได้เข้ามากราบไหว้ขอพรเป็นมงคลชีวิตตลอดไป

สำหรับประวัติหลวงพ่อพูล เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2455 ปีชวด ที่บ้านเลขที่ 75 หมู่ที่ 3 ตำบลดอนยายหอม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรคนที่ 6 จากพี่น้อง 10 คน บิดาชื่อ นายจู มารดาชื่อนางสำเนียง นามสกุลปิ่นทอง ในวัยศึกษา ได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนวัดห้วยจระเข้ สำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 เมื่อปี พ.ศ. 2471

ครูจันทร์ หัวหน้าคณะลิเกคณะแสงทอง ในสมัยนั้น ได้เห็นหน่วยก้านดีจึงได้มาขอนายจูบิดาให้เด็กชายเริ่มมาฝึกฝนวิชาลิเก และแสดงให้เห็นถึงความสามารถเพราะเป็นคนมีความจำดีเยี่ยม แต่ก็ได้มาฝึกวิชาในเวลาไม่นานก็มาพบว่าชอบที่จะเรียนรู้วิชาการต่อสู้แบบลูกผู้ชายและไปฝึกซ้อมเป็นนักมวยไทยจนกลายมาเป็นนักมวยที่มีฝีมือดีคนหนึ่งในจังหวัดนครปฐมในช่วงนั้น

เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มเต็มตัว นายพูลก็ได้จุดประกายใคร่เรียนรู้ในการเขียนอักขระภาษาขอมและวิชาการแพทย์แผนโบราณ จึงได้เข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่แย้ม ปิ่นทอง ผู้เป็นปู่ซึ่งได้รับวิชาจากหลวงปู่จ้อย วัดบางช้างเหนือ หลวงพ่อแช่มวัดตาก้อง และหลวงปู่กลั่น วัดพระประโทนเจดีย์ ซึ่งล้วนเป็นอดีตพระเกจิชื่อดังแห่งเมืองนครปฐม ซึ่งหลวงปู่แย้มยังมีเพื่อนรักอีกคนหนึ่งที่เป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน นั่นคือ นายพรม ด้วงพลู หรือ “พ่อพรม จอมขมังเวทย์” แห่งดอนยายหอม ผู้ที่เป็นบิดาของหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม นายพูลจึงได้รับการฝึกฝนวิชาต่างๆ มาจากครูบาอาจารย์หลายท่าน

ในปี พ.ศ. 2477 นายพูล อายุครบสู่วัยเกณฑ์ทหาร จึงสมัครเข้ารับราชการในสังกัดทหารม้ารักษาพระองค์ ทันทีที่เสร็จสิ้นเรื่องการรับใช้ชาติ ท่านได้เข้าบรรพชาอุปสมบททดแทนคุณบุพการี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 ขึ้น 12 ค่ำ ปีฉลู ณ พัทธมีมาวัดพระงาม ได้รับฉายา อัตตะรักโข หมายความว่า ผู้รักษาตน ซึ่งท่านได้ไปเข้าฝากตัวเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อพร้อม แห่งวัดพระงาม ซึ่งเลื่องชื่อในการสร้างพระปิดตาเนื้อทองผสม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวงการพระเครื่อง คือ พระปิดตาวัดพระงาม และท่านยังได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ซึ่งได้เรียนรู้และศึกษาทางธรรมจนมีจิตใจที่นิ่งสงบ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2490 วัดไผ่ล้อมได้ ซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงที่พระองค์ทรงเกณฑ์ชาวมอญมาเป็นแรงงานในการบูรณะองค์พระปฐมเจดีย์ และมีสถานที่เงียบสงบในการปฏิบัติธรรม จึงได้จัดให้เป็นธรณีสงฆ์ในและมาเป็นวัดไผ่ล้อม ได้ขาดเจ้าอาวาส หลวงพ่อเงิน ท่านได้บอกกับชาวบ้านว่ามีพระอาจารย์รูปหนึ่ง มีการปฏิบัติที่งดงามจำพรรษาอยู่ที่วัดพระงาม ชาวบ้านจึงได้พร้อมใจกันไปกราบนมัสการอาราธนาพระอาจารย์พูล ให้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดไผ่ล้อม พร้อมกับให้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม โดยมีหลวงพ่อเงินคอยเป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำให้การช่วยเหลือ ประสิทธิประสาทวิชาให้จนครบถ้วน หลวงพ่อพูลจึงถือได้ว่าเป็นศิษย์สายตรงของหลวงพ่อเงิน ที่ท่านรักและเมตตาเป็นอย่างยิ่ง

กระทั่งวันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 เวลา 14.55 น. หลวงพ่อพูลได้ละสังขารอย่างสงบ ขณะสิริอายุ 93 ปี ซึ่งเป็นเกิดปรากฏการณ์ 3 มงคล คือตรงกับวันวิสาขบูชาพิธีไหว้ครูบูรพาจารย์และเป็นวันที่ท่านละสังขาร ซึ่งหลังจากมีการจัดพิธีการทางศาสนาได้ครบ 100 วัน พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) ได้มีการเปิดโลงหีบทอง และเกิดเรื่องอัศจรรย์เมื่อพบว่า ร่างสังขารของหลวงพ่อพูล ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ใบหน้าผิวพรรณของท่านยังเหมือนปกติไม่เน่าเปื่อย หลวงพี่น้ำฝนจึงได้อัญเชิญสังขารของหลวงพ่อพูลบรรจุไว้ในโลงแก้ว ซึ่งทำให้ศิษยานุศิษย์และประชาชนได้กราบไหว้บูชาด้วยความอัศจรรย์จนจวบถึงทุกวันนี้ นับเวลามาถึงตอนนี้ เป็นเวลา 16 ปีเต็ม

หลวงพ่อพูล ท่านเป็นเกจิอาจารย์ที่มีญาณหยั่งรู้ แต่พูดน้อยและเป็นพระที่มีความเมตตาสูงโดยเฉพาะในกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่ทำการค้าขายจะมาให้ท่านจัดทำพิธีเพื่อความเป็นมงคลในการประกอบกิจการ และจะเป็นที่รู้กันว่าหากจะตั้งศาลพระภูมิหลวงพ่อพูลท่านมักจะมีการหยดเทียนน้ำมนต์ลงในอ่างน้ำมนต์ ผู้ที่จัดงานมักจะมาขอดูลายหยดน้ำตาเทียนและนำไปตีเลขได้โชคลาภกันเป็นประจำ หลวงพ่อพูลท่านจึงได้รับมาขนานนามว่า พระผู้เมตตากับพ่อค้าแม่ค้า ตั้งแต่ยุคก่อนจนถึงยุคปัจจุบัน