พระสุนทรโวหาร (ภู่) จินตกวีเอกของไทย บุคลสำคัญของโลก (UNESCO) วัดศรีสุดารามทุ่มกว่า 2 ล้าน สร้างหอจดหมายเหตุ

0
236

เป็นที่ศึกษาค้นคว้าจากรุ่นสู่รุ่นมิรู้จบ กับประวัติความเป็นมาของ “สุนทรภู่” จินตกวีเอกของไทยและของโลกที่มีชื่อเสียง และมีความเป็นเอกในเชิงกลอน ท่านได้รับเกียรติจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม หรือนัยหนึ่งคือเป็น “กวีเอกของโลก” เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๒๙   นับว่าท่านเป็นกวีสามัญเพียงคนเดียวที่ได้รับการสดุดียกย่องอย่างสูงส่งถึงขั้นเป็นกวีเอกของโลก

ด้วยความเป็นบรมครูด้านจิตกวี กรรณกรรม นิทาน สุภาษิตสอนใจ และด้านภาษาไทย ประกอบกับชีวประวัติของท่านระบุว่า เมื่อเยาว์วัยได้เริ่มเข้าศึกษาเล่าเรียนอ่านเขียน ณ วัดชีปะขาว บางกอกน้อย กรุงเทพฯ พระเทพประสิทธิมนต์ (โกศล มหาวีโร) ที่ปรึกษาเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม (วัดชีปะขาว) แขวงบางขุนนนท์ จึงมีดำริให้จัดสร้าง หอจดหมายเหตุสุนทรภู่ (ไม้สักทอง) ขึ้นภายในวัดศรีสุดาราม ด้านหลังของอนุสาวรีย์สุนทรภู่ เพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าหาความรู้สำหรับพระภิกษุสามเณร นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยทำการเคลื่อนย้าย-รื้อถอนโรงเรียนวัดชีปะขาวหลังเดิมมาบูรณะปรับปรุงขึ้นใหม่ด้วยไม้สักทองทั้งหลัง แต่ยังคงรูปทรงเรือนไทยเช่นเดิม สิ้นงบประมาณเบ็ดเสร็จกว่า 2 ล้านบาท เมื่อเวียนมาบรรจบครบถึงวันสุนทรภู่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐  จึงจัดให้มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญฉลอง “หอจดหมายเหตุสุนทรภู่” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต ประธานมูลนิธิสุนทรภู่ ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี

ประวัติของท่านสุนทรภู่

ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระสุนทรโวหาร หรือที่รู้จักกัน ในนามของ สุนทรภู่ เกิดเมื่อ วันจันทร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนแปด ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๓๘ ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๓๒๙ ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๑ บิดาของท่านเป็นชาวบ้านกร่ำ เมืองแกลง ส่วนมารดาเป็นคนกรุงเทพฯ สันนิษฐานว่าน่าจะทำหน้าที่เป็นพระนมในพระธิดาของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ภายหลังได้แยกกันอยู่โดยไม่ทราบสาเหตุและบิดาของท่านได้กลับไปอยู่ที่เมืองแกลง ทำให้สุนทรภู่ต้องอยู่กับมารดาจนเติบโตขึ้นจึงได้รับการถวายตัวเป็นข้าราชบริพารในกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขนั่นเอง

สุนทรภู่ได้เข้าเรียนหนังสือตั้งแต่ยังเล็ก ณ สำนักวัดชีปะขาว หรือวัดศรีสุดารามในปัจจุบันดังปรากฏหลักฐานที่ท่านสุนทรภู่เขียนไว้ในนิราศสุพรรณ ตอนที่เดินทางผ่านวัดนี้ว่า…

(๒๓) ๏ เดือนตกนกร้องเร่ง สุริยง

เยี่ยมยอดยุคุนททรง ส่องฟ้า

เดือนดับลับโลกคง คืนขึ้น

 จันพี่นี้ลับหน้า  อีกเอย

 นับสริ้นดิน  สวรรฯ

(๒๔) ๏ วัดปขาวคราวรุ่นรู้ เรียนเขียน

 ทำสุรทสอนเสมียน  สมุทน้อย

 เดินรวางรวังเวียน  หว่างวัด ปขาวเอย

เคยชื่นกลืนกลิ่นสร้อย สวาดิห้างกลางสวนฯ

(๒๕) ๏ เห็นเรือนเพื่อนรักร้าง แรมโรย

 โอ้อกอาดูรโดย  ทเวดด้วย

ดูสวรป่วนจิตรโหย หาดอก สร้อยเอย

แลลับกลับชาติม้วย ไม่ได้ใกล้กลายฯ

(๒๖) ๏ บางบำรุบำรุงแก้ว กานดา

แก้วเนตรเชษฐาชรา ร่างแล้ว

ถือบวดกรวดน้ำภา ชาตินี้พี่แคล้ว

ภพชาติ อื่นเอย  คลาศค้างห่างสมรฯ

เมื่อเติบใหญ่ สุนทรภู่ได้รับราชการในกรมพระคลังข้างสวน ซึ่งมีหน้าที่เก็บอากรสวนและวัดระวาง แต่ในที่สุดก็ต้องกลับไปอยู่ที่พระราชวังสถานพิมุขอย่างเดิม ณ ที่นี้จึงได้เกิดรักใคร่ชอบพอกับข้าราชบริพารหญิงชื่อ “จัน” จนต้องถูกลงอาญา ดังที่สุนทรภู่บรรยายไว้ในนิราศเมืองแกลงซึ่งสุนทรภู่แต่งขึ้นในคราวที่เดินทางไปพบบิดา หลังจากเกิดเรื่องราวและพ้นโทษแล้วในราวปี พ.ศ.๒๓๔๙ หลังจากกลับจากเมืองแกลงสุนทรภู่ได้ถวายตัวเป็นข้าราชบริพารในพระองค์เจ้าปฐมวงศ์และได้แต่งงานกับ “แม่จัน” คนรักสมปรารถนา แต่ชีวิตคู่ของท่านมักจะมีปัญหาเสมอเพราะสุนทรภู่ชอบดื่มสุราเมามายเป็นประจำ ซึ่งในเรื่องนี้สุนทรภู่เขียนไว้ในนิราศภูเขาทอง

ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ชีวิตของสุนทรภู่ดีขึ้นถึงขั้นเจริญรุ่งเรืองที่สุดเพราะ สุนทรภู่ได้สร้างผลงานที่แสดงถึงความเป็นยอดด้านกลอนโดยท่านเป็นกวีผู้หนึ่ง ที่รัชกาลที่ ๒ ทรงโปรดมาก เนื่องจากสามารถใช้ปฏิภาณเสนอแนะบทกลอนที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีพระราชประสงค์ที่จะแก้ไขกลอนที่เป็นบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนนางสีดาผูกคอตาย ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ โดยที่มีเนื้อความกล่าวถึงนางสีดาจะผูกคอตายแต่หนุมานเข้าช่วยไว้ได้ทันแต่ บทพระราชนิพนธ์นั้นใช้กลอนถึง ๘ คำกลอนรัชกาลที่ ๒ ทรงเห็นว่าชักช้าเกินไป ไม่ทันการณ์จึงทรงแก้ไขใหม่เพื่อให้ดีขึ้น แต่ทรงติดขัดว่าจะพระราชนิพนธ์ต่ออย่างไรที่แสดงให้เห็นว่าหนุมานได้เข้ามาช่วยได้อย่างทันท่วงที ซึ่งท่านสุนทรภู่ได้กราบทูลกลอนต่อได้ทันที

สุนทรภู่คงจะได้แสดงถึงปรีชาญาณของท่านสนองพระเดชพระคุณอีกหลายครั้งจนในที่สุดรัชกาลที่ ๒ จึงได้พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนสุนทรโวหาร” กวี ที่ปรึกษาในกรมพระอาลักษณ์ ผลงานที่สร้างชื่อเสียงอีกชิ้นหนึ่งในขณะนั้นคือ บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงามในขณะที่ชีวิตกำลังรุ่งโรจน์นั้น กลับต้องตกอับลงเพราะการดื่มสุราเป็นสาเหตุ ถึงขั้นต้องถูกลงอาญาด้วยการจำคุก

เป็นที่สันนิษฐานกันว่า พระอภัยมณี ได้เกิดขึ้นในขณะที่ถูกจำคุกครั้งนี้เองในระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๖๔ – ๒๓๖๗ เป็นช่วงที่สุนทรภู่พ้นจากโทษแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงทราบดีถึงความสามารถของท่านจึงได้โปรดเกล้าฯให้สุนทรภู่ได้เป็นพระอาจารย์ ถวายพระอักษรเจ้าฟ้าอาภรณ์เจ้าฟ้ากลาง และเจ้าฟ้าปิ๋ว ซึ่งเป็นพระราชโอรสทั้ง ๓ พระองค์จนเกิดวรรณคดีสำคัญอีก ๒ เรื่องคือ สวัสดิรักษาและสิงหไกรภพ

ในสมัยรัชกาลที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๖๗ สิ้นรัชกาลที่ ๒ แล้ว ชีวิตของสุนทรภู่ต้องตกระกำลำบากจนถึงขั้นถูกถอดยศและต้องหนีราชภัยด้วยไม่เป็นที่ทรงโปรดของรัชกาลที่ ๓ ดังที่ท่านพรรณนาความไว้ในนิราศภูเขาทองตอนหนึ่งจากการที่ไม่ทรงโปรดสุนทรภู่ ดังหลักฐานจากการที่เมื่อมีการประชุมเหล่ากวีในสมัยนั้นเพื่อร่วมกันแต่งคำประพันธ์จารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ แต่กลับไม่มีชื่อของสุนทรภู่อยู่ด้วย เรื่องนี้สุนทรภู่ได้กล่าวไว้ใน นิราศภูเขาทอง ช่วงที่ชีวิตตกต่ำที่สุดนั้นผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากรมีความเห็นว่าคงจะเป็นช่วงปี พ.ศ.๒๓๗๑ ซึ่งเป็นปีที่แต่งนิราศภูเขาทอง เพราะเนื้อหาใจความหลายตอนที่ท่านสุนทรภู่ได้พรรณนาความไว้

พ.ศ. ๒๓๗๒ สุนทรภู่ได้กลับมาเป็นพระอาจารย์ถวายพระอักษรแก้เจ้าฟ้ากลาง และเจ้าฟ้าปิ๋วอีกครั้งโดยท่านได้แต่งเพลงยาวถวายโอวาทถวาย ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๗๔ – ๒๓๗๕ เป็นช่วงที่สุนทรภู่บวชเป็นพระโดยจำพรรษาอยู่หลายวัดนอกจากนั้นได้ออกเดิน ทางไปเมืองต่างๆ และได้แต่งนิราศขึ้น เช่น เมืองเพชรบุรีได้แต่ง นิราศเมืองเพชร วัดเจ้าฟ้าเมืองอยุธยา เพื่อเสาะหายาอายุวัฒนะ ได้แต่ง นิราศวัดเจ้าฟ้านอกจากนั้นยังได้แต่ง นิราศอิเหนา ซึ่งเป็นนิราศเรื่องเดียวที่ไม่ได้เขียนบันทึกการเดินทางแต่นำเอาเรื่องอิเหนา ตอนนางบุษบาถูกลมพายุหอบและอิเหนาออกติดตามหาแต่งพรรณนาความตามแนวที่ท่านถนัดเพื่อถวายพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ

ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๘๒ – ๒๓๘๓ ได้เกิด นิราศสุพรรณ ภายหลังจากที่ท่านเดินทางไปเมืองสุพรรณบุรีโดยนิราศ เรื่องนี้แต่งเป็นคำประพันธ์โคลงสี่สุภาพ นอกจากนั้นยังได้แต่งเรื่องกาพย์ พระไชยสุริยา ซึ่งเป็นคำกาพย์ที่ใช้สำหรับการสอนอ่าน การผันสระและตัวสะกดมาตราต่างๆ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นตำราเรียนภาษาไทยก็ได้ รวมทั้งท่านยังได้แต่งนิทานเป็นคำกลอนเรื่อง สิงหไกรภพ (ตอนจบ) และเรื่องลักษณวงศ์ ขึ้นอีกด้วยเช่นกัน พ.ศ. ๒๓๘๕ แต่งเรื่อง รำพันพิลาป ซึ่งนักวรรณคดีเชื่อว่าท่านสุนทรภู่ได้พรรณนาเกี่ยวกับชีวิตของท่านมีผู้ เข้าใจว่าท่านเขียนขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งผลงานชิ้นสุดท้าย ทั้งนี้เพราะ ท่านเกิดสังหรณ์ขึ้นมาว่าในขณะนั้นอาจจะเป็นวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของท่านอีก ทั้งยังเกิดนิมิตเป็นความฝันนอกจากรำพันพิลาปแล้วยังได้แต่ง นิราศพระประธม เมื่อคราวเดินทางไปนมัสการพระปฐมเจดีย์

อ้างอิง : th.wikipedia.org/wiki/พระสุนทรโวหาร(ภู่)

ณ. หนูแก้ว