“พระสังฆราช” ทรงย้ำพระราชปรารภ ร.10 ให้แก้ไข-ปรับปรุงคณะสงฆ์ ด้านผู้ตรวจพศ. มึน สื่อใส่ความ มส.สั่งห้ามบวชระยะสั้น-บวชแก้บน

0
1703

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ที่ศาลาอบรมสงฆ์ วัดสามพระยา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อัมพโร) ทรงเป็นประธาน เปิดการประชุมสัมมนาพระปริยัตินิเทศก์ ประจำปีงบประมาณ 2561พร้อมทั้งประทานพระโอวาท ว่า สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า รัชกาลปัจจุบัน ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ในฐานะที่ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ทรงพระราชปรารภให้คณะสงฆ์และหน่วยงานที่รับผิดชอบ พยายามแสวงหาหนทางแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนาการคณะสงฆ์ ด้วยน้ำพระราชหฤทัยหวังประโยชน์ยั่งยืนแห่งพระบวรพุทธศาสนาอยู่เสมอ แนวทางพัฒนาพระสงฆ์และสังคมไทยแนวทางหนึ่งซึ่งทรงเน้นย้ำพระราชทานไว้ และสอดคล้องกับแนวพระราชปฏิบัติของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ได้แก่การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ให้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ตลอดจนให้พระอุปัชฌาย์ และพระสังฆาธิการทุกระดับ เอาใจใส่อย่างจริงจัง ในการอบรมสั่งสอนพระภิกษุสามเณรในปกครอง รวมตลอดถึงประชาชน โดยเฉพาะในชุมชนที่สำนักเรียนหรือสำนักศาสนศึกษานั้นๆ ตั้งอยู่ เพื่อให้พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของชุมชนได้อย่างแท้จริง

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาท ต่อไปว่าท่านทั้งหลายในฐานะพระสังฆาธิการ ในฐานะพระปริยัตินิเทศก์ และในฐานะพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ย่อมมีหน้าที่โดยตรงในการที่จะวางนโยบาย บริหารจัดการ ควบคุม ดูแล ประสานงาน เสนอแนะ และสนับสนุนงานด้านการศึกษา จึงขอให้ทุกท่านตระหนักในภาระหน้าที่ของท่านว่าการทำหน้าที่ทางด้านพระปริยัติธรรม นอกจากเป็นการสืบอายุพระศาสนาให้ยั่งยืนนาน ยังเป็นการสนองพระราชประสงค์ของสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ อีกด้วย สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนไว้ว่า ‘ถ้าพร่ำสอนผู้อื่นฉันใด ก็ควรทำตนฉันนั้น’ ทุกท่านในที่นี้เป็นนักการศึกษา ไม่ว่าเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ก็ตาม ล้วนมีหน้าที่อบรมสั่งสอน และที่พิเศษไปกว่านั้นคือยังมีหน้าที่ควบคุมดูแลคนที่ทำหน้าที่สอนด้วย ท่านจึงได้ชื่อว่าเป็นครูของครูอีกชั้นหนึ่ง จึงขออย่าลืมพระวาจาของพระบรมครู คือพระพุทธเจ้า ที่ทรงเตือนเราไว้ว่า ถ้าจะสอนอะไรใคร ก็ต้องทำตนให้เป็นแบบให้ได้ด้วย

วันเดียวกัน นายสมเกียรติ ธงศรี ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวขณะเข้าร่วมงานแถลงข่าวการจัดสวดมนต์ข้ามปีของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ว่า รู้สึกมึนงงกับการเสนอข่าวของผู้ไม่หวังดีผ่านสังคมออนไลน์ ที่มีการพาดหัวข่าวว่า “มหาเถรสมาคมสั่งห้ามบวชระยะสั้น หรือบวชแก้เคล็ดตามความเชื่อ” โดยเนื้อหาได้นำเอาถ้อยคำการแถลงข่าวของตนเมื่อวันที่ 30 พ.ย. ที่มีการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) ตามวาระปรกติ  ซึ่งมีมติแจ้งไปยังเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัด  พระสังฆาธิการทุกระดับ และพระอุปัชฌาย์ทั่วประเทศ ให้เข้มงวดพระธรรมวินัย กฎมส. รวมถึงเรื่องการคัดกรองผู้เข้ามาขออุปสมบทในพระพุทธศาสนา โดยให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และให้มีผลโดยทันที โดยไม่ต้องรอรับรองผลการประชุม และให้แต่งตั้งคณะทำงานในการร่างหลักเกณฑ์สำหรับการบวชพระใหม่ โดยจะต้องมีการกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำว่า จะต้องบวชกี่วัน รวมถึงการจัดทำหลักสูตรที่จะต้องให้พระบวชใหม่ได้ศึกษาระหว่างการบวช ซึ่งมส.ได้มอบหมายให้พระพรหมบัณฑิต  พระพรหมมุนี พระพรหมดิลก และพระพรหมโมลี ดำเนินการร่างหลักสูตรให้เสร็จภายใน 20 วัน และนำเข้ารายงานมส. ซึ่งตนก็ไม่ได้กล่าวว่ามีการสั่งห้ามบวชระยะสั้น หรือบวชความความเชื่อนั้นแต่อย่างใด