พระส่องพระ : เป็นห่วงพระพุทธศาสนา!! ฝากไว้ให้เป็นคติเตือนใจชาวพุทธ

0
203

พระส่องพระ : เป็นห่วงพระพุทธศาสนา!! ฝากไว้ให้เป็นคติเตือนใจชาวพุทธ

ในวงการพระสงฆ์ที่เรียกว่า “ยุทธจักรดงขมิ้น” ก็คลาคล่ำด้วยพระภิกษุมากมายประมาณ 3 แสนรูป เป็นพระธรรมยุตประมาณ 3 หมื่นรูป ที่เหลือเป็นพระมหานิกายประมาณ 2 แสน 7 หมื่นรูป ก็ต้องมีทั้งพระดี พระไม่ดีบ้างเป็นธรรมดา

เพราะพระมาจากคน เมื่อคนก็ยังมีทั้งคนดี คนไม่ดี มิหนำซ้ำ คนไม่ดียังมีมากกว่าคนดีอีกต่างหาก พระก็ต้องมีทั้งพระดีและพระไม่ดีเช่นกัน มิหนำซ้ำ พระไม่ดีก็ต้องมีมากกว่าพระดี ใช่ไหม? เพราะรากเหง้ามันมาอย่างนั้น ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้นฉันใดก็ฉันนั้น

บางคนก็พูดแบบเจ็บปวดว่า ในเมื่อคิดว่าจะทำตัวเป็นพระดีไม่ได้ แล้วจะไปบวชหาพระแสงอะไร ก็อย่าไปบวชสิ! มันเปลืองข้าวสุกข้าวสารที่ญาติโยมถวาย ไม่มีใครบังคับให้ไปบวชสักหน่อย ถ้าอยากจะบวชก็ต้องทำตัวให้เป็นพระดีให้ได้ มันถึงจะถูก

ใช่เลย!! ถ้าทำได้อย่างนั้นก็ถูกแน่ถูกที่สุด ขอให้คนที่พูดอย่างนั้นจงไปบอกกับคนดีทั้งหลายว่า ขอให้คนดีจงมาบวชกันเยอะ ๆ จะได้มีพระดีเยอะ ๆ และไปขอร้องคนไม่ดีด้วยว่า จงอย่าได้มาบวชเลย พระไม่ดีจะได้หมดไป เพื่อให้พระพุทธศาสนาคงไว้แต่พระดี ๆ เป็นเนื้อนาบุญของโลก ทำได้ไหมล่ะ?

เพราะทุกวันนี้มันเกิดวิกฤติศาสนทายาท หาคนมาบวชไม่ค่อยได้ วัดจะร้างไปตาม ๆ กัน บางที่ก็เอาคนต่างชาติมาบวชแก้ขัดไปก่อน แล้วจะเอาพระดีมาจากไหน ถ้าคนดี ๆ ไม่มาบวช

แต่ในความเป็นจริงมันทำอย่างนั้นไม่ได้  เพราะคนไม่ดีก็ไม่ได้เขียนใส่หน้าผากเอาไว้ว่า ข้าเป็นคนไม่ดี พระอุปัชฌาย์จะได้รู้ว่า คนนี้ไม่ดี ก็ไม่บวชให้

ส่วนคนดี ๆ ก็มีน้อย แถมไม่ค่อยอยากจะมาบวช ถ้าบารมียังไม่แก่กล้าพอที่จะละทางโลกได้ ก็มาบวชไม่ได้ ถึงมาบวชได้ก็บวชได้ไม่นาน

ส่วนคนดีที่มีบารมีแก่กล้าแล้ว ท่านก็มาบวชเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปตลอดรอดฝั่งจนได้บรรลุธรรมชั้นสูงกลายเป็นครูบาอาจารย์ที่เป็นเนื้อนาบุญอันยิ่งของโลก ให้ญาติโยมได้กราบไหว้อยู่จนทุกวันนี้

ส่วนคนไม่ดี ก็มิใช่ว่าจะต้องเป็นคนไม่ดีตลอดไป บางคนก็อาจกลับใจเป็นคนดีได้  อีกทั้งพระธรรมวินัยก็มิได้ปิดกั้นคนไม่ดี ถ้าไม่มีความผิดร้ายแรงจนถึงขั้นขาดคุณสมบัติของผู้อุปสมบท ท่านก็เปิดโอกาสให้สำนึกผิดกลับตัวกับใจใหม่ อนุญาตให้บวชได้

คนไม่ดีบางคน เมื่อบวชแล้วกลายเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้บรรลุคุณธรรมชั้นสูงก็มีเยอะ ส่วนคนไม่ดีที่เข้ามาบวชแล้ว กลายเป็นซาตานในคราบนักบวชก็มีเยอะเช่นกัน ชาวพุทธจึงต้องใช้ปัญญาเลือกเฟ้นหาเอาเอง

คุณสมบัติของผู้อุปสมบท คือ

1.เป็นชาย คือ มีเพศชายปกติ ไม่ใช่คนถูกตอน

2.มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ปัจจุบันให้นับปีโดยสุริยคติ นับจากวันเกิดให้ครบ 20 ปีบริบูรณ์

3.มิใช่อภัพบุคคล (บุคคลผู้ไม่สมควร) ผู้ถูกห้ามเด็ดขาด

อภัพบุคคลมี 3 จำพวก

1.พวกมีเพศบกพร่อง

2.พวกประพฤติผิดพระธรรมวินัย

3.พวกประพฤติผิดต่อกำเนิดของตน

1.พวกมีเพศบกพร่อง แยกเป็น 2 คือ

1.1 บัณเฑาะก์ ได้แก่

1.1.1 ชายมีราคะกล้า ประพฤตินอกจารีตทางเสพกาม และยั่วยวนชายอื่นให้เป็นเช่นนั้น

1.1.2 ชายผู้ถูกตอน

1.1.3 กะเทยโดยกำเนิด

2.พวกประพฤติผิดพระธรรมวินัย แยกเป็น 7 คือ 1.คนฆ่าพระอรหันต์, 2.คนทำร้ายภิกษุณี, 3.คนลักเพศ, 4.ภิกษุไปเข้ารีตเดียรถีย์, 5.ภิกษุต้องปาราชิกละเพศไปแล้ว, 6.ภิกษุผู้ทำสังฆเภท, 7.คนทำร้ายพระศาสดาจนถึงห้อพระโลหิต

3.พวกประพฤติผิดต่อกำเนิดของตน แยกเป็น 2 คือ 1.คนฆ่ามารดา, 2.คนฆ่าบิดา

อภัพบุคคลเหล่านี้ รู้มาแต่แรกไม่พึงรับอุปสมบทให้ อุปสมบทให้แล้วโดยไม่รู้ ภายหลังรู้ขึ้นพึงนาสนะเสีย (ให้สึก)

คุณสมบัติต้องห้ามเหล่านี้ ถ้าผู้ขออุปสมบทปกปิดไว้ พระอุปัชฌาย์ก็มิอาจจะรู้ได้ ดังนั้น พระอุปัชฌาย์ที่เข้มงวดกวดขันจึงต้องให้ผู้ขออุปสมบทบวชเป็นผ้าขาวถือศีล 8 ฝึกข้อวัตรปฏิบัติไปนาน ๆ เพื่อดูนิสัยใจคอจนกว่าจะลงใจว่า ตั้งใจจะเป็นพระปฏิบัติดีจริง จึงจะยอมบวชให้

แต่ก็มีพระอุปัชฌาย์จำนวนไม่น้อยที่มิได้เข้มงวดกวดขัน แม้มหาเถรสมาคมจะมีระเบียบปฏิบัติให้ตรวจสอบประวัติของผู้อุปสมบทผ่านกรมตำรวจก่อนก็ตาม ซึ่งในทางปฏิบัติมีขั้นตอนยุ่งยากชักช้าไม่ทันการ  โดยมากก็ปล่อยปละละเลยไม่สู้ใส่ใจนัก

ปัญหาในวงการสงฆ์มันจึงยุ่งเหยิงอีรุงตุงนัง เพราะไม่รู้จะไปโทษใคร พระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองท่านก็มีภารกิจมาก มีกิจนิมนต์เยอะ บางทีท่านก็แก่แล้วดูแลไม่ทั่วถึง พอมีเรื่องเป็นข่าวดังขึ้นมา ก็ค่อยมาตรวจสอบกันทีหนึ่ง

ถ้าผู้อุปสมบทปกปิดคุณสมบัติต้องห้ามของตนเพื่อมาบวช ก็ไม่เป็นพระแต่แรก ครั้นบวชแล้วจะมาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้อย่างไร ในธรรมท่านก็กล่าวไว้ว่า “คนที่โกหกได้ทั้ง ๆ ที่รู้ ไม่มีความชั่วอะไรที่คนนั้นจะทำไม่ได้”

ชื่อว่า คนโกหก จะไม่ทำชั่วเป็นไม่มี พอมีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้น ก็มาดำเนินคดีกันไป ดังเช่น กรณีของอดีตพระคมก็เป็นเช่นนี้เอง แต่คนผู้นี้ทำกรรมหนักเพราะไปเกี่ยวข้องกับเบื้องสูงด้วย เวลาแสดงธรรมกับพฤติกรรมของตนเองที่ยักยอกทรัพย์ของสงฆ์ มันห่างไกลกันกับคำเทศน์ราวฟ้ากับเหว ไม่น่าเชื่อว่า จะทำได้ลงคอ!!

ยังกรณีของพระดังกาฬสินธุ์!! คณะสงฆ์ผู้พิจารณาชั้นต้นตัดสินว่าเป็นปาราชิกแล้ว คณะสงฆ์ผู้พิจารณาชั้นอุทธรณ์ยังไม่ดำเนินการใด ๆ เลย ปล่อยให้กาลเวลาล่วงเลยมานานแล้ว ไม่ตัดสินระงับอธิกรณ์ให้เด็ดขาดตามหลักสัมมุขาวินัย

นี่! จะถือว่าเป็นความบกพร่องของคณะสงฆ์ฝ่ายปกครองได้ไหม ซึ่งมันค่อนข้างจะร้ายแรง ก็ไม่รู้ว่าเรื่องไปหมักดองอยู่ที่ใคร จะถือว่า ผู้นั้นละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่? และจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีในกาลต่อไป ยิ่งจะทำให้พระธรรมวินัยวิปริตแปรปรวนมากยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ ในเมื่อพระมีความผิดถึงขั้นสงฆ์ตัดสินว่า เป็นปาราชิกแล้ว ยังดำรงสมณเพศอยู่ได้สบาย ๆ มาเกิดขึ้นในเมืองไทยที่ได้ชื่อว่า พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองที่สุด จะไม่อายกันบ้างเลยหรือ?

พฤติกรรมของพระสงฆ์บางรูปสกปรกเลอะเทอะอยู่จนทุกวันนี้ สาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจาก พระที่มีหน้าที่ในฝ่ายปกครองไม่ทำหน้าที่ของตนเองให้สมบูรณ์ ไม่ว่ากล่าวตักเตือน หรือปรับโทษความผิดตามสมควรแก่พระธรรมวินัย

ในครั้งพุทธกาล เมื่อมีพระภิกษุรูปใดทำผิดพระธรรมวินัย พระศาสดาจะตรัสให้ประชุมสงฆ์เพื่อไต่สวน ถ้าทำผิดจริงก็ทรงตำหนิติเตียน และปรับโทษตามพระธรรมวินัย ถ้าทำถูกแล้วพระองค์จะสาธุการและตรัสบอกให้พระภิกษุทั้งหลายถือเป็นเยี่ยงอย่าง

แต่สมัยนี้ ไม่มีอย่างนั้นแล้ว พระอลัชชียิ่งนานก็ยิ่งมีมากขึ้นทุกวัน เพราะคนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาดที่โกง เป็นเรื่องปกติธรรมดา

พระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ก็ดีตลอดกาล แต่พระที่ไม่มีหิริโอตตัปปะ ก็ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ก็ไม่มีใครไปบังคับห้ามได้ จนกว่าจะทำความผิดถึงขั้นผิดกฎหมาย ก็ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดำเนินการเอาผิดไปตามกฎหมาย ก็มีเท่านั้นเอง

เพราะพระธรรมวินัยใช้ได้กับเฉพาะพระที่มีหิริโอตตัปปะเท่านั้น ส่วนพระที่หน้าด้านไร้ยางอาย ผิดแล้วไม่ยอมรับผิด  พระธรรมวินัยก็ใช้ไม่ได้ผล

พระที่มาเทศน์อวดว่าเป็นพระอรหันต์ วางท่าเป็นผู้สิ้นกิเลส ทั้งในยูทูป และในเฟซบุ๊ก ก็ยังมีอยู่อีก ยิ่งทำอะไรให้มันดูขลัง ๆ ดูแผลง ๆ แบบมีฤทธิ์มีเดชไม่เหมือนใคร ยิ่งบอกเลขบัญชีเปิดรับบริจาค ก็ยิ่งรายได้ดี เงินไหลคล่อง ซึ่งการกระทำเช่นนี้ พระดี ๆ ท่านไม่ทำกันหรอก

คนมีศรัทธาแต่ขาดปัญญาก็แห่กันเข้าไปบริจาคทำบุญ ยิ่งถ้ามีชื่อเสียงมีคนติดตามเยอะ ก็ยิ่งแห่กันเข้าไปเหมือนแมงเม่าบินเข้ากองไฟ แล้วจะไปโทษใครล่ะ!! ก็คงได้แต่บอกว่า เป็นกรรมของสัตว์เท่านั้นเอง

คนไทยเห็นพระทำไม่ดี ก็เอาแต่ด่าพระตำหนิพระ จะไม่กราบพระ จะไม่ใส่บาตร จะไม่ทำบุญ แล้วยังไงล่ะ ทำให้พระดีขึ้นศาสนาพุทธดีขึ้น เพราะการทำเช่นนั้นไหม ตรงกันข้ามกลับทำลายพระพุทธศาสนาในใจตนเองให้เหลือน้อยลงทุกวัน

สุดท้ายก็ไม่มีพระพุทธศาสนาหลงเหลืออยู่ในใจอีกเลย ศรัทธาในพระพุทธศาสนาก็หายไปจากใจ นี่แหละ ศาสนาพุทธเสื่อมในใจคน ศาสนาพุทธที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าอันเป็นสัจธรรมนั้น ไม่มีวันเสื่อมไปจากโลกนี้

พระดีที่มีอยู่ วันหนึ่งท่านก็ต้องจากโลกนี้ไป แต่ชาวพุทธมีแต่ด่าพระ ตำหนิพระ ว่าพระไม่ดี แต่ไม่มีใครสนใจจะมาบวชเป็นพระดีกันบ้าง เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ครั้นมาบวช ไม่กี่วันก็ร่ำร้องแต่จะสึก แล้วจะให้มีพระดีเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่ต้องไปโทษว่าศาสนาอื่น ๆ จะมาทำลายพระพุทธศาสนาหรอก ก็มีแต่ชาวพุทธนี่แหละที่จะทำลายพระพุทธศาสนาเสียเอง

# ดอยแสงธรรม_๒๕๖๖_๐๕