น้ำเอยน้ำท่วม ถึงจะท่วมก็ไม่สูงเท่าน้ำใจ

0
63

น้ำเอยน้ำท่วม ถึงจะท่วมก็ไม่สูงเท่าน้ำใจ

เจริญพรญาติโยมผู้อ่านทุกท่าน บรรยากาศปลายฝน ต้นหนาวอย่างนี้ หลาย ๆ คนก็คงปรารถนาให้วันขึ้นผ่านไปสู่ฤดูหนาวเร็ว ๆ เพื่อที่ว่าจะได้สัมผัสอากาศที่อย่างน้อยก็น่าจะเย็นกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ร้อนอบอ้าวจนปวดหัวหน้ามืดกันแบบนี้ ถึงกระนั้นเราก็คงต้องยอมรับว่าเมืองไทยเรานี้ อากาศหนาวน้อยลงจริง ๆ ซึ่งก็เป็นผลจากภาวะโลกร้อน เด็กเล็ก ๆ สมัยนี้ไม่มีบรรยากาศใส่เสื้อหนาวไปโรงเรียนอีก นี่ก็คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลก

อะไรที่อยากให้เกิดก็ไม่เกิด ส่วนที่ไม่อยากให้เกิดนั้นเกิดบ่อยเต็มที อย่างเรื่องน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลากนั้น พอถึงเดือนกันยายน ตุลาคม ก็มีข่าวว่าตรงนู้นตรงนี้มีน้ำท่วม ตรงนู้นตรงนี้มีน้ำป่าไหลหลาก เป็นที่โกลาหลกันไป บางพื้นที่ท่วมเร็ว ไม่เกินสามวันน้ำก็แห้งหมด แต่บางแห่งต้องแช่น้ำอยู่เป็นหลายวันไปจนถึงเป็นเดือน จะท่วมสั้นท่วมนานแต่สิ่งที่ทิ้งไว้คือความเสียหาย เสียหายทั้งชีวิต และทรัพย์สิน ชีวิตท่ามกลางน้ำท่วมนั้นก็ไม่ใช่ของง่าย ไฟฟ้าก็ไม่มีใช้ ทางการตัดหมด แม้รอบตัวจะเจิ่งนองไปด้วยน้ำ แต่น้ำนั้นไม่ใช่น้ำสะอาดเหมาะแก่การบริโภค อาจเต็มไปด้วยเชื้อโรค พอนาน ๆ ไปก็อาจจะเน่าเสียเป็นมลภาวะอีก บางแห่งอาจมีไฟรั่ว เดินลุยไปก็เป็นอันตรายไฟดูดถึงแก่ชีวิต พอขึ้นมาอยู่บ้าน บางทีก็มีแมงป่อง ตะขาบ แมลงสาบ งู หนู ขึ้นมาอยู่เป็นเพื่อน เป็นเพื่อนที่มีพิษ เป็นพาหะนำโรค คนโบราณนั้นอาจจะชินกับน้ำท่วม มีเรือไว้พายไปไหนต่อไหน แต่คนในยุคปัจจุบันที่ไม่ได้อยู่กับน้ำแล้ว น้ำท่วมก็คือนรกดี ๆ นี่เองแหละโยม เพราะอยู่แล้วเหมือนติดเกาะ ไปไหนไม่ได้ น้ำไฟก็ไม่มี เราไม่เหมือนคนโบราณแล้ว มันก็เลยเป็นความทุกข์ขึ้นมา

แต่โชคดีอย่างหนึ่งของสังคมไทย คือ เป็นสังคมที่ยังให้กันอยู่ นอกจากหน่วยงานภาครัฐที่ลงไปบรรเทาทุกข์แล้ว ก็ยังมีผู้ช่วย ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นแนวหน้าในพื้นที่ อย่างอาสาสมัครซึ่งช่วยบรรเทาทุกข์ในเบื้องต้นตามศักยภาพที่มีอยู่ อาสาสมัครบางคนก็เดินทางมาจากที่ไกล ข้ามจังหวัดข้ามภูมิภาคกันมา และที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยก็คือคนไทยทุกคน ที่ร่วมด้วยช่วยกันในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นข้าวของ หรือว่ากำลังเงิน ทุกครั้งที่มีคนขอความช่วยเหลือ วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ และมิอาจจะได้โดยรวดเร็วจากระบบการจัดซื้อของภาครัฐ สิ่งที่พวกเขาต้องการก็จะได้โดยพลัน นี่คือลักษณะพิเศษของสังคมไทยที่เราควรรักษาไว้ให้ดี อะไรหรือคือความเป็นไทย ความเป็นไทยมันอยู่ตรงนี้ อยู่ที่การให้ การมองเพื่อนร่วมชาติทุกคนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

อะไรที่ทำให้เราเป็นอย่างนี้ นี่คือความเมตตากรุณาที่มีอยู่ในจิตใจของคนไทย พุทธศาสนาทำให้เป็นแบบนี้ พุทธศาสนาสอนให้เรามีเมตตากรุณา มีความเห็นใจผู้ตกทุกข์ได้ยาก เห็นใจผู้มีความทุกข์ เห็นใจสัตว์ร่วมโลกทุกชะตาทุกราศี ที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมอยู่ในโอฆสงสารด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เมื่อเขามีความทุกข์ เราก็อยากให้ความทุกข์ของเขาหมดไป แม้เราจะยังมีความทุกข์อย่างอื่นเป็นหมื่นแสน นั่นคือจิตใจที่มีเมตตากรุณา ไม่คิดเห็นแค่ตนเอง

ดังนั้น เมื่อมีภัยพิบัติอะไรเกิดขึ้น จะที่ใกล้ที่ไกล ตัวเรา หรือญาติในทุกลำดับชั้นของเราก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในภัยพิบัตินั้นแต่อย่างใด แต่เราช่วยเหลือ เราให้ เราแบ่งปัน อันนี้แหละสิ่งที่เราเห็นได้เลยว่า น้ำท่วมก็ไม่สูงเท่าน้ำใจ น้ำอะไรก็ไม่สู้น้ำใจคน จริง ๆ นะโยม

น้ำใจที่ว่านี้เป็นของหลั่งมาเอง ดังคำกลอนใน “เวนิสวานิช” ของรัชกาลที่ 6 ว่า

“อันความกรุณาปราณี จะมีใครมาบังคับก็หาไม่

หลั่งมาเองดังฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน

ฝนย่อมเกิดแต่เมฆฉันใด น้ำใจก็มาจากจิตที่เป็นกุศล มีเมตตากรุณา นั่นจึงทำให้น้ำใจเป็นของที่บังคับกันไม่ได้ เป็นสิ่งที่หลั่งไหลออกมาเอง จิตอันเป็นกุศลนั้นเป็นมหาเมฆให้น้ำฝน คือน้ำใจ แล้วมหาเมฆนี้มาจากอะไร ก็มาจากคำสอนในพุทธศาสนาที่ทำให้มหาเมฆนี้ก่อตัวขึ้น

พระอาทิตย์ทำให้เมฆก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นฝนฉันใด พุทธศาสนาก็เป็นดังพระอาทิตย์ที่ทำให้จิตใจอันเต็มไปด้วยความกรุณาก่อตัวจนหลั่งออกมาเป็นน้ำใจแห่งความกรุณาปราณี

เราจึงโชคดีที่มีพุทธศาสนา และเราควรจะรักษาคุณสมบัตินี้ไว้ อย่าให้หายไปกับกระแสโลก กระแสสังคมที่มักทำให้เราหลงลืมคำว่าเมตตากรุณาปราณี

ในท้ายความนี้ อาตมาขอประชาสัมพันธ์กิจกรรมของทางวัดให้ได้ทราบโดยทั่วกันว่า ทางวัดได้กลับมาเปิดให้เข้าร่วม “พิธีลงนะหน้าทอง” เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ค้าขายดีมีกำไร ผู้ใหญ่รักใคร่เมตตา เปิดทิศเปิดทางใหม่หลังวิกฤตโรคร้ายคลี่คลายลง เป็นพิธีมีมาแต่เดิม ปิดแผ่นทองคำลงบนหน้าผาก ทาด้วยน้ำมันจันทน์หอม แล้วอธิษฐานจิตลงอักขระยันต์ “นะเมตตาม้วนโลก” เป็นเครื่องเตือนใจให้พูดดี คิดดี ทำดี มีจิตใจแจ่มใส มั่นใจ พร้อมรับความสำเร็จในชีวิต ใครเห็นก็รักใคร่ นิยมชมชอบ

ส่วนวิหารหลวงพ่อพูลนั้น ขณะนี้ได้ประดิษฐานสรีระสังขารพระเดชพระคุณหลวงพ่อพูลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…

เป็นวิหารทองสวยงาม แสงทองผ่องแผ้ว เก็จแก้วระยิบระยับ สามารถเดินทางมาสักการะได้ทุกวัน มาวัดไผ่ล้อม จังหวัดนครปฐม มาแล้วไม่กลับมือเปล่า ได้ความเป็นสิริมงคลกลับไปทุกคน เต็มไม้เต็มมือได้พลังใจกลับไปในการดำเนินชีวิตอย่างแน่นอน เงินทองไหลมานะชาลีติ โชคดี โชคดี โชคดี ขอเจริญพร

หลวงพี่น้ำฝน : 26 ต.ค.64