ธรรมะหลวงพี่น้ำฝน “ซื่อกินไม่หมด”

0
37

ธรรมะหลวงพี่น้ำฝน “ซื่อกินไม่หมด”

              

เจริญพรญาติโยมผู้อ่านทุกท่าน ความซื่อตรงต่อวิชาชีพของตนนั้น เป็นสิ่งที่ควรมีในทุกคน ไม่ว่าจะเป็นอาชีพใดก็ตาม จะเป็นอาชีพที่คนนับหน้าถือตา หรืออาชีพธรรมดาสามัญ ทุกอาชีพที่เป็นสัมมาอาชีวะ เป็นอาชีพสุจริตไม่ไปคดโกงใคร ไม่ไปเบียดเบียนใคร นั่นคืออาชีพที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ควรที่ผู้ประกอบอาชีพนั้น ๆ จะต้องมีความซื่อตรงต่อวิชาชีพ แม้ว่าอาชีพนั้นจะต้องทำงานด้วยความยากลำบาก เงินทองค่าตอบแทนก็น้อยนิด แต่หากยังคงเลี้ยงชีพด้วยอาชีพนั้น ๆ แล้ว ก็ต้องซื่อตรง ความซื่อตรงนั้นจะทำให้เจริญแน่นอน เชื่ออาตมาเถิด เพราะอาตมาเห็นตัวอย่างมาแล้วใกล้ตัวอาตมาเอง

                สัปเหร่อวัดไผ่ล้อมนั่นแหละ ตัวอย่างที่ดี

อาชีพสัปเหร่อ ดูจะเป็นอาชีพที่น่ากลัว เพราะต้องทำงานกับศพ ตั้งแต่รดน้ำศพ มัดตราสัง บรรจุร่างลงโลง กระทั่งนำศพขึ้นไปเผา เปิดเตาคอยดูเพลิง พอเผาหมดก็ต้องเก็บกระดูก กวาดเถ้าอังคาร ดูไม่ค่อยพิสมัยนัก เพราะต้องเผชิญกับภาพ เสียง และกลิ่นที่ไม่น่าพิสมัย ถ้าเป็นคนธรรมดาเจออะไรกุก ๆ หน่อยก็วิ่งป่าราบไปแล้ว แต่ถามว่าถ้าขาดพวกเขา ใครจะเผาศพ? ใครเล่าจะเสียสละมามองของไม่งาม ดมกลิ่นไม่น่าดม ถ้าไม่ใช่สัปเหร่อเหล่านี้ อาตมาจึงกล่าวแต่ตอนแรกว่า ทุกอาชีพมีความสำคัญ ยิ่งเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพเช่นนี้แล้ว ยิ่งต้องนับถือและให้เกียรติพวกเขา

สัปเหร่อวัดไผ่ล้อมนั้น ก็กินเงินเดือนจากทางวัดอยู่ อาจจะไม่ใช่เงินจำนวนมากอะไร แต่เงินจำนวนไม่มากนี้แหละที่คอยเลี้ยงลูก และภรรยาของเขา ส่งลูกเรียนปริญญา ได้เกียรตินิยมอีกต่างหาก การเป็นสัปเหร่อนั้นเรียกได้ว่าเป็นด้วยใจ ตั้งใจทำงาน ยิ่งช่วงนี้เมรุวัดไผ่ล้อมมีงานหนัก ต้องเผาศพผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด -19 ไม่เว้นแต่ละวัน แต่เขาก็ยังตั้งใจทำงานอยู่ตลอด ไม่เคยไปรีดไถ ขอทิป ขอเงินพิเศษอะไรจากเจ้าภาพหรือแขกเลย หากเขาจะได้ ก็ได้มาจากเจ้าภาพเองโดยที่เขาไม่ต้องร้องขอ ชีวิตส่วนตัวของเขานั้น เป็นคนไม่ดื่มเหล้า แต่สูบบุหรี่บ้างเล็กน้อย ผิดกับเพื่อนร่วมวิชาชีพอีกหลายคนที่มักจะติดเหล้า

นี่แหละคือผลแห่งความซื่อตรงต่อวิชาชีพในขั้นแรก ความซื่อตรงนี้ทำให้เขายังคงรักษาอาชีพของตนเอาไว้ ไม่มีใครตำหนิติเตียน ว่าร้ายในเรื่องการงาน การไม่เอาเงินไปลงกับสุรายาเมา ทำให้เขามีเงินเลี้ยงดูครอบครัวเพียงพอต่อความต้องการ อาจไม่ถึงกับสมบูรณ์พูนสุขมาก แต่ก็พอต่อความต้องการประจำวันที่จะอยู่ได้โดยไม่ทุกข์ร้อนเรื่องปากท้อง

ความซื่อตรงต่อวิชาชีพนั้นก่อให้เกิดประโยชน์แก่เขาผู้นี้อีกชั้นหนึ่ง เมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่ง ประกอบธุรกิจหอพัก มีเงินมีทองอยู่แล้ว เกิดความประทับใจในความซื่อตรงต่อวิชาชีพ จึงเข้ามาส่งเสียเลี้ยงดูทั้งตัวสัปเหร่อและครอบครัว มิให้ต้องยากลำบากอีก จะเห็นได้ว่าที่ผู้หญิงคนนั้นเข้ามาอุปถัมภ์ค้ำชูเขานั้นก็คงมิได้มาปอกลอกอะไร เข้ามาเพราะประทับใจในความซื่อตรง สุจริตในการงานจริง ๆ แม้ว่าตัวเขาจะมีลูกมีเมียแล้วก็ตาม ฝ่ายภรรยาของสัปเหร่อจึงบอกว่า ให้รับความอุปถัมภ์นี้ไว้เถิด เขาอุตส่าห์มาช่วยเหลือครอบครัวเรา จึงนับเป็นโชค เป็นประโยชน์จากความซื่อตรงในวิชาชีพของตนอีกข้อหนึ่ง เหตุนี้ครอบครัวของสัปเหร่อผู้นี้จึงไม่ลำบากอีกต่อไป

เรื่องราวเหล่านี้สอดคล้องกับหลักธรรม “สัมมาอาชีวะ” หมายถึงการทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยอาชีพที่สุจริต เมื่อเรามีวิชาชีพที่สุจริตแล้ว เราก็ต้องตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดปัจจัยเลี้ยงชีพเพียงพอต่อตนเอง และครอบครัว เมื่อผลจากงานเพียงพอต่อชีวิตของตนและครอบครัว ก็เป็นการกำจัดทุกข์ในชีวิตไปได้ข้อหนึ่งด้วย เป็นไปตามหลักสัมมาอาชีวะทุกประการ ว่าสัมมาอาชีวะนั้น คือมรรค คือทางแห่งการพ้นทุกข์ คนเราจะล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร ความเพียรในอาชีพการงานของตน ก็เป็นทางหนึ่งที่ทำให้เราไม่ทุกข์ เพราะความอดอยาก ความไม่มีเงิน หรือความยากจนนั่นเอง

คนเรานั้น ถ้าลงมือทำด้วยความพากเพียรแล้ว แม้ลำบากถึงตาย ใครก็ตำหนิไม่ได้ แม้แต่เทวดาก็ตำหนิไม่ได้ ความนี้มาจากชาดกเรื่องพระมหาชนก เป็นสิ่งที่เตือนใจเราให้เรานั้นมีความขยันหมั่นเพียรอย่างเต็มที่ ความขยันหมั่นเพียร ซื่อตรงต่อตนเอง ต่อวิชาชีพของตนเองนั้น ทำให้เกิดปัจจัยแห่งความเป็นเศรษฐี ที่เป็นคาถาสี่ข้อว่า อุ อา กะ สะ

อุ อา กะ สะ แปลเป็นไทยได้ว่า ขยันหา รักษาดี มีเพื่อนดี มีความพอเพียง สี่ข้อนี้เรียกกันทั่วไปว่า หัวใจเศรษฐี การขยันหมั่นเพียรคือข้อแรก และเมื่อได้ผลแห่งความขยันนั้นแล้ว ต้องรักษาทรัพย์ที่ได้นั้นให้ดี ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย รู้จักวางแผนการใช้เงิน ซึ่งสัปเหร่อผู้นี้ก็รักษาดี จึงเลี้ยงลูกเมียได้เป็นสุข เงินในกระปุกไม่ไหลไปหาขวดสุรายาเมา การมีเพื่อนดีก็สำคัญ เป็นกัลยาณมิตร ชักชวนพาไปในทางที่ถูกต้อง มิใช่มิตรปฏิรูปที่นำพาไปหาความฉิบหาย ปอกลอกทรัพย์เราไป ซึ่งสัปเหร่อผู้นี้ก็มีกัลยาณมิตรที่ดี อย่างน้อยที่สุดคือครอบครัว และผู้หญิงคนนั้นที่เข้ามาช่วยเหลือเจือจุน ส่วนสุดท้ายคือการใช้ชีวิตพอเพียง ตรงนี้ก็ชัดเจน เพราะสัปเหร่อผู้นี้ไม่นำเงินไปละลายกับเครื่องดองของเมา อบายมุขต่าง ๆ เงินทองที่ได้นั้นก็เอามาใช้ดูแลลูกเมียให้ควรแก่ฐานะ

ที่กล่าวมานี้หลายคนอาจสงสัยว่า นี่คือเศรษฐีตรงไหน เศรษฐีในที่นี้นั้น อย่าคิดว่าหมายถึงคนที่นอนบนกองเงินกองทอง แต่เศรษฐีที่แท้จริงคือคนที่มีกินมีใช้ไม่ขาด คนเหล่านี้คือคนประเสริฐ ดีเลิศ ดีที่สุด เศรษฐี กับประเสริฐ รากศัพท์มาจากคำเดียวกัน แปลว่า ดีเลิศประเสริฐศรี คนที่มีกินมีใช้ไม่ขาด มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นี่แหละประเสริฐแล้ว เป็นเศรษฐีแล้ว ยิ่งในยุคสมัยแห่งความไม่แน่นอนเช่นนี้ นี่คือสิ่งประเสริฐที่สุด

ความประเสริฐนี้ได้มาจากไหน มาจากความซื่อตรงในอาชีพของตน สมกับสุภาษิตไทยที่ว่า

ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน

ขอเจริญพร

*****************************************************************