ธรรมะจากหลวงพี่น้ำฝน : โควิดไม่น่ากลัว เท่าการกลัวกันเอง

0
75

ธรรมะจากหลวงพี่น้ำฝน : โควิดไม่น่ากลัว เท่าการกลัวกันเอง

​                เจริญพรญาติโยมผู้อ่านทุกท่าน ผ่านมาแล้วเกือบเดือนกับการระบาดของโควิดระลอกใหม่ที่สร้างความอกสั่นขวัญแขวนไปทั้งประเทศ ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อหลักพันต่อวัน และอาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ อย่างไรก็ตามอาตมาก็ไม่อยากให้ญาติโยมตระหนกเกินเหตุ แต่ให้ระวังตื่นตัวอยู่เสมอ จะหยิบจะจับสิ่งใด จะไปที่ใดก็ขอให้ระวังตัว สิ่งดีที่สุดคือการสวมหน้ากากอย่างถูกต้องตามหลักอนามัย และการล้างมืออยู่เป็นประจำสม่ำเสมอด้วยแอลกอฮอล์ 70% หรือสบู่

​                การเพิ่มจำนวนขึ้นของผู้ป่วยต่อวันทำให้จังหวัดต่างๆ จนต้องตั้งโรงพยาบาลสนามขึ้น และมีผู้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลสนามเป็นจำนวนมาก เนื่องจากโรงพยาบาลที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน และทางราชการก็เห็นว่าควรให้ผู้ป่วยทุกคนเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ด้วยเหตุนี้จึงเกิดนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า Hospitel หมายถึง Hospital บวกกับคำว่า Hotel ใช้โรงแรมที่มีอยู่เป็นสถานพยาบาล โดยความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลต่าง ๆ กับโรงแรม เราก็จะได้โรงพยาบาลขนาดร้อยเตียงหลายแห่งด้วยกัน นับว่าเป็นการช่วยแบ่งเบาสถานการณ์ไปได้มาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อโรงแรมใกล้บ้าน ใกล้ชุมชนต้องกลายเป็น Hospitel ก็อาจทำให้เกิดเสียงบ่น เสียงร้องเรียนจากคนที่กลัวโรค คิดว่าการดัดแปลงโรงแรมเป็นโรงพยาบาลจะทำให้เชื้อโรคแพร่สู่ชุมชน เกิดความรังเกียจขึ้นมา อาตมาใคร่ขอบิณฑบาตความกลัว ความรังเกียจเหล่านั้น เพราะเชื้อโรคไม่ได้ติดต่อหรือแพร่กระจายกันได้ง่ายขนาดนั้น มิได้ฟุ้งไปในอากาศเป็นร้อยเมตรแล้วมาติดคนในชุมชน การติดเชื้อโควิดนั้นมาจากสารคัดหลั่งในร่างกายที่มีเชื้อปะปนอยู่ เมื่อคนอื่นมาจับมาต้องแล้วเข้าสู่ร่างกาย จึงติดโรค มิได้ฟุ้งมาในอากาศ คนที่ติด ๆ กันก็มาจากการคลุกคลีใกล้ชิดกันในสถานที่ปิด หายใจรดกัน กินดื่มร่วมภาชนะกัน จึงติด เดินผ่านผู้ป่วยในระยะเกินเมตร โดยตนเองใส่หน้ากากอนามัยอย่างถูกต้อง โอกาสติดนั้นมีน้อยนัก และผู้ป่วยในโรงพยาบาลย่อมถูกกักอยู่ในบริเวณที่ทางสาธารณสุขกำหนดอยู่แล้ว เป็นสัดส่วนต่างหากจากชุมชน ขยะต่าง ๆ ก็ถูกกำจัดอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว ซึ่งมีมาตรฐานทางสาธารณสุขและสุขาภิบาลอยู่ ทางวัดไผ่ล้อม จังหวัดนครปฐมเอง ก็จัดการฌาปนกิจร่างผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 อยู่เสมอ โดยที่วัดไผ่ล้อมเป็นวัดแรก ๆ ที่ประกาศว่าจะรับฌาปนกิจร่างผู้เสียชีวิตจากโควิด แม้หลายที่จะมีผู้กังวลอยู่มาก จนบัดนี้ก็ 5 ร่างแล้ว โดยความร่วมมือกับทางสาธารณสุข จัดการพิธีต่าง ๆ ตามมาตรการทางสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการห่อร่างสามชั้น ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในแต่ละชั้น ปิดผนึกในหีบศพอย่างดี และนำเข้าสู่เตาเมรุโดยเจ้าหน้าที่ที่มีชุดป้องกันอย่างเต็มที่ เมื่อร่างถูกเผาด้วยอุณหภูมิหลักพันองศาเซลเซียส เชื้อโรคตายหมดไม่มีเหลือ จึงมั่นใจได้ว่าเมรุวัดไผ่ล้อมไม่มีเชื้อโควิด-19 หลงเหลืออยู่แน่นอน ข้อเท็จจริงดังนี้ พระในวัด เด็กวัด และชาวชุมชนรอบวัดไผ่ล้อมเข้าใจเป็นอย่างดี และยินดีปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด ถือเป็นภารกิจหนึ่งของกองทุนหลวงพ่อพูล และวัดไผ่ล้อมในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้

ฉะนั้นขอให้ญาติโยมทุกคนที่อยู่ใกล้เคียงโรงพยาบาลในรูปแบบต่าง ๆ อย่าได้รังเกียจ อย่าได้เดียดฉันท์ผู้ป่วยโควิดเลย ไม่มีใครอยากติดและคิดจะติด และคิดจะแพร่ต่อให้กับผู้อื่น แต่เมื่อมันเป็นแบบนี้ มันเป็นสถานการณ์ที่ทั้งโลกต้องเผชิญ บ้านเรา ชุมชนเรา ประเทศเรา โลกของเราจะไปรอดหรือไม่ขึ้นกับความเมตตากรุณา เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ ทั้งผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์นั้น ต้องขออนุโมทนาเป็นอย่างยิ่งในบุญใหญ่ที่ได้กระทำ การของหมอ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ คืองานทำให้คนพ้นทุกข์ การทำให้คนพ้นทุกข์คือปฏิปทาพระโพธิสัตว์ ที่ต้องกระทำด้วยโพธิจิต ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่รังเกียจเดียดฉันท์ แม้ตนเองจะต้องอยู่ท่ามกลางโรคร้าย เราทั้งหลายควรเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ในทุกระดับ และช่วยเหลือให้ความร่วมมือกับบุคลากรทางการแพทย์เหล่านั้น ด้วยการปฏิบัติตนตามมาตรการทางสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดเสมอ ไม่ว่าจะที่ใด เวลาใด เพื่อให้ตัวเราเองและสังคมโดยรวมผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้

การที่เราจะผ่านพ้นสถานการณ์เหล่านี้ไปได้ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่มีผลต่อชีวิตเราทุกด้าน ไปจนถึงเศรษฐกิจ ปากท้อง การกินอยู่หลับนอน ไม่แพ้เมื่อเกิดสงครามโลก เราต้องมีความเอื้ออาทรต่อกัน มีเมตตาจิตต่อกัน เราทุกคนแม้จะลำบากด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็อย่าให้ความลำบากนั้นสร้างอกุศลจิตในจิตใจของเรา อกุศลจิตที่ว่านั้นคือ ความเห็นแก่ตัว การมุ่งเพ่งโทษ หาคนผิด การแย่งชิงผลประโยชน์ สุดท้ายเราก็ทะเลาะกันเอง เกลียดชังกันเอง วิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้วมักจะย่ำแย่ลงไปอีกเพราะสิ่งเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้คือความดิบในใจที่ไม่ควรจะให้เกิดขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ กลับกัน เราต้องรู้จักแบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ใครเป็นพ่อค้าแม่ขายก็อย่าได้โก่งราคาสินค้าจนเกินงาม ใครประกอบอาชีพใด ๆ ก็ขอให้รักษาความสุจริตเอาไว้ ให้มีความอดทนแม้สิ่งต่าง ๆ จะยากลำบาก จะต้องทำงานที่บ้าน ประชุมงานออนไลน์ที่ประชุมรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ถูกลดเงินเดือน รายได้น้อยลง ก็ขอให้อดทนไว้ เพราะทั้งหมดนี้คือความจริงของโลกที่เราต้องเผชิญ และเป็นสวัสดิภาพของสังคมที่เราจะต้องรักษา เราในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม ก็ต้องร่วมไม้ร่วมมือกัน

ถ้าทุกคนสำแดงความดิบออกมาเหมือน ๆ กัน มันจะเป็นอย่างไรเล่าญาติโยมน่าจะจินตนาการออก แต่ถ้าผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมแสดงความเป็นนักสู้ แสดงความเป็นผู้มีใจทะนง ฟันฝ่าวิกฤตได้ อนาคตที่สดใสก็ย่อมรอเราอยู่ บทเรียนในอดีตมีมากมายให้เราศึกษาว่าวิกฤตการณ์ทั้งหลาย ถ้าเราพร้อมใจกันสู้ มันก็จะผ่านไปได้ แม้มันจะยากลำบาก และเมื่อวิกฤตผ่านพ้นไปแล้ว เราก็จะภูมิใจว่าเราได้ผ่านบททดสอบใหญ่ในชีวิต ที่มีชื่อว่าโควิด-19 ขอเจริญพร

*****************************************************************