ธรรมว่าด้วย : กรณีพระดังกาฬสินธุ์

0
105

 

ธรรมว่าด้วย : กรณีพระดังกาฬสินธุ์

ทุกฝ่ายก็รอดูว่า เมื่อคณะสงฆ์ผู้พิจารณาชั้นต้น วินิจฉัยว่า พระดังต้องอาบัติปาราชิกไปแล้ว แต่เปิดโอกาสให้จำเลยอุทธรณ์ได้  ก็มีคำถามเกิดขึ้นทันทีว่า ปาราชิกแล้วยังอุทธรณ์ได้อีกหรือ?

ในความเป็นจริงอุทธรณ์ไม่ได้ เมื่อเสพเมถุน แม้อวัยวะเข้าไปเพียงนิดเดียว ก็ขาดจากความเป็นพระเดี๋ยวนั้นทันที แต่อาบัติปาราชิกนี้มีอาถรรพ์ มันเป็นได้เฉพาะกับพระอลัชชีเท่านั้น พระดีไม่มีสิทธิ์ได้เป็น เพราะมันต้องล่วงอาบัติเล็กน้อยมาก่อน ไล่ไปตั้งแต่อาบัติ ทุกกฏ ปาจิตตีย์ ถุลลัจจัย สังฆาทิเสส เหล่านี้ต้องฟาดขาดกระเด็นหมดเกลี้ยงไม่เหลือซาก

ดังนั้น ถ้าจับไม่ได้คาหนังคาเขา ไม่มีทางที่พระอลัชชีจะยอมรับสารภาพง่าย ๆ มันจึงเกิดเป็นคดีความต่าง ๆ มากมาย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ล้วนเป็นกับพระดัง ๆ นี่แหละ พระไม่ดังก็ไม่ค่อยเป็นข่าว

ไปดูใน TikTok ก็จะเห็น พระหนุ่ม ๆ หลายองค์ออกมาเทศน์แข่งกัน โดยเฉพาะพวกที่ชอบอวดอ้างคุณธรรมสูง ๆ เทศน์ผิดบ้างถูกบ้าง การแสดงธรรมมีอานิสงส์มากก็จริง แต่การแสดงธรรมผิดสอนผิดบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า มันก็เป็นกรรมหนักพอกัน เป็นเหตุทำตัวเองให้เป็นมิจฉาทิฏฐิโดยไม่รู้ตัว คิดว่า ตัวเองเก่งแล้ว ไม่มีครูบาอาจารย์องค์ไหนจะสอนได้

แต่กิเลสมันไม่กลัวคำพูด ถึงใครจะพูดดีพูดเก่งแค่ไหนก็ตาม ถ้าความเพียรไม่เป็นท่า กิเลสมันก็ไม่กลัว กิเลสมันกลัวแต่เฉพาะผู้มีความเพียรกล้า เดินจงกรมหนัก ๆ นั่งสมาธิหนัก ๆ ภาวนาหนัก ๆ อดนอน ผ่อนอาหาร อดอาหาร ทำความเพียรแบบเอาตายเข้าว่า อยู่แบบตามมีตามได้ สันโดษ มักน้อย จะทุกข์ยากลำบากแค่ไหนก็อดทนต่อสู้ไป ไม่มีคำว่า ท้อถอย ผู้เช่นนั้นแหละ ที่กิเลสมันกลัว กิเลสมันไม่อยากอยู่ด้วย เพราะอด ๆ อยาก ๆ กิเลสมันไม่ชอบ

กิเลสมันชอบอยู่กับพวกที่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย อวดมั่งอวดมี อวดคุณธรรมสูงส่ง อยากเด่นอยากดัง อยากได้ลาภสักการะ อยากให้คนเคารพนับถือ ชอบคลุกคลีกับผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกมาตุคาม ใครแวดล้อมด้วยมาตุคามเยอะ ๆ นั่นแล กิเลสชอบมาก พ่อแม่ครูอาจารย์ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านสอนเตือนย้ำนักย้ำหนาว่า

นั่น! คือที่ตายของพระ

ผู้มีธรรมแท้ ท่านย่อมมีข้อวัตรปฏิบัติที่ดีงาม ฟังไม่แสลงหู ดูไม่แสลงตา รู้จักประมาณในการแสดงธรรมสั่งสอนคนอื่น คือรู้ความพอดีในการแสดงธรรม ด้วยความเคารพในธรรม กาลใดควรเทศน์ กาลใดไม่ควรเทศน์ ควรเทศน์แค่ไหน ควรเทศน์อย่างไรให้พอเหมาะพอดี เหมาะสมกับผู้ฟัง ไม่ใช่มาหมกมุ่นอยู่กับการเทศน์สอนคนอื่น จนลืมเทศน์สอนตัวเอง

สำหรับอาบัติปาราชิก เมื่อจำเลยไม่ยอมรับสารภาพ เป็นเหตุให้เกิดการกล่าวหากัน เป็นอธิกรณ์ ท่านก็เปิดโอกาสให้อุทธรณ์ตามหลักนิคหกรรมเพื่อไต่สวนให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย เพราะการเสพเมถุนนี้ มันรู้กันแค่สองคน เมื่อคู่กรณีปฏิเสธ จึงต้องอาศัยพยานหลักฐานเท่าที่มี มาประกอบการวินิจฉัย

คณะผู้พิจารณาชั้นอุทธรณ์ ได้มีคำวินิจฉัยออกมา เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๗ แต่เพิ่งอ่านคำวินิจฉัยให้โจทก์และจำเลยฟัง เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ที่ผ่านมานี้ เวลา ๑๓.๐๐ น.

คณะผู้พิจารณาชั้นอุทธรณ์ มีคำวินิจฉัยยังไม่ถึงที่สุด แบ่งเป็น ๒ นัย ให้โอกาสจำเลยตัดสินใจเองว่า จะทำอย่างไร

เมื่อจำเลยได้รับทราบคำวินิจฉัยของคณะผู้พิจารณาชั้นอุทธรณ์แล้ว จำเลยมีจิตสำนึกผิด ยอมรับสารภาพหรือไม่?

กรณีที่ ๑ จำเลยสำนึกผิดรับสารภาพ

รับว่า เป็นสังฆาทิเสส ก็ปรับอาบัติสังฆาทิเสส พร้อมทั้งกำหนดให้ประพฤติวุฏฐานวิธีเพื่ออกจากอาบัติ โดยต้องอยู่ปริวาสเป็นเวลาประมาณ ๑๐ ปี ตามระยะเวลาที่ปกปิดไว้ นับตั้งแต่วันเกิดเหตุ ต้องประพฤติตนเหมือนพระบวชใหม่ และต้องประพฤติวัตร ๙๔ ข้อ ตามพระพุทธบัญญัติโดยเคร่งครัด อีกทั้งต้องถูกถอดออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส ถูกถอดสมณศักดิ์

ยอมรับว่า เป็นปาราชิก ก็ปรับอาบัติปาราชิก มีผลต้องสละสมณเพศเป็นคฤหัสถ์ ตั้งแต่วันที่จำเลยเสพเมถุน

กรณีที่ ๒ จำเลยไม่ยอมรับว่า ต้องอาบัติทั้งสังฆาทิเสส และปาราชิก คณะผู้พิจารณาชั้นอุทธรณ์ ปรับอาบัติตามความสอดคล้องต้องกันแห่งพฤติกรรมของอลัชชี และตามหลักอนิยตสิกขาบท โดยมีพยานหลักฐานอื่นที่พิจารณาแล้วฟังได้ แม้จำเลยปฏิเสธ ก็ปรับอาบัติได้ จึงลงนิคหกรรมปรับจำเลยด้วยอาบัติปาราชิก นอกจากที่แก้ไขตามกรณีที่ ๑ วินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของคณะผู้พิจารณาชั้นต้น

สรุปง่าย ๆ ตามความเห็นของเราเองคือ ถ้ายอมรับว่า เป็นสังฆาทิเสส ก็ปรับสังฆาทิเสส ต้องอยู่ปริวาส ๑๐ ปี ต้องประพฤติวัตร ๙๔ ข้อ เป็นพระไม่ปกติ ต้องประจานตัวเอง ต้องสูญสิ้นหมดทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น

ถ้าปฏิเสธไม่ยอมรับอาบัติทั้งสังฆาทิเสส และปาราชิก ก็ปรับเป็นอาบัติปาราชิก วินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของคณะผู้พิจารณาชั้นต้น ด้วยมีพยานหลักฐานอื่นที่สอดคล้องกับพฤติกรรมที่ฟังได้ว่า เป็นอาบัติปาราชิก

ดังนั้น จำเลยมี ๒ ทางเลือกว่า จะไปทางไหน คงต้องคิดหนักว่า จะอยู่เป็นพระไม่ปกติแบบนี้ต่อไป หรือจะยอมสึกไปเป็นคฤหัสถ์ดีกว่า เพราะถึงจะอยู่เป็นพระต่อไปก็ต้องยอมรับว่า ตัวเองเป็นอาบัติสังฆาทิเสส ต้องประจานตัวเอง ไม่มีศักดิ์ศรีดีงามอะไรหลงเหลืออยู่อีกแล้ว

ลูกผู้ชายคิดว่า อดอย่างเสือ ดีกว่าอิ่มอย่างหมา เป็นหยกที่แหลกละเอียด ก็ยังดีกว่าเป็นกระเบื้องที่สมบูรณ์

ถึงขั้นนี้แล้ว ก็รู้สึกสงสารอยู่นะ ด้วยจำเลยมีอายุมากแล้ว บวชมานาน แต่ความผิดของจำเลย มันให้อภัยไม่ได้ เราแน่ใจว่า การสละสมณเพศเป็นทางออกที่ดีงามที่สุดของจำเลย ขอให้จำเลยเห็นแก่การพระศาสนา อย่าทำร้ายตัวเองให้หนักไปกว่านี้เลย

คนเรานั้น ถ้าอยู่ในฐานะที่จะสามารถแก้ไขตัวเองให้ดีขึ้นได้ ย่อมดีกว่าการอยู่ในฐานะที่มีแต่จะตกต่ำและล่มจมลงไปเรื่อย ๆ

การจะแก้ไขตัวเองให้ดีขึ้นได้ ก็ต้องยอมรับความจริงเท่านั้น ผิดก็ต้องยอมรับว่าผิด ถูกก็ต้องยอมรับว่าถูก อย่าดันทุรัง บิดเบือนเห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด จะหาความดีไม่ได้ จะไม่มีทางพ้นทุกข์ได้เลย

เพราะเรื่องของกรรม มันคือความจริงที่ใคร ๆ จะปฏิเสธไม่ได้ มีแต่ต้องยอมรับกรรมเท่านั้น ใครทำกรรมดีกรรมชั่ว ก็ต้องได้รับผลดีผลชั่วตามกรรมของตนเอง ถึงจะปฏิเสธไม่ยอมรับกรรม ก็ไม่มีทางหนีพ้น การปฏิเสธกรรม ยิ่งเป็นการทำร้ายตัวเองหนักยิ่งขึ้น

ในธรรมท่านสอนว่า

.

“โย จ ปุพฺเพ ปมชฺชิตฺวา ปจฺฉา โส นปฺปมชฺชติ, โสมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโต ว จนฺทิมา”. แปลความว่า เมื่อก่อนประมาท ภายหลังกลับไม่ประมาท ผู้นั้น ได้ชื่อว่า ยังโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์ ลอยพ้นจากเมฆหมอก

“ยสฺส ปาปํ กตํ กมฺมํ   กุสเลน ปิถียติ

โสมํ โลกํ ปภาเสติ  อพฺภา มุตฺโต ว จนฺทิมา”.

แปลความว่า ผู้ใดทำกรรมชั่วแล้ว ละเสียได้ด้วยกรรมดี ผู้นั้น ย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์ ลอยพ้นจากเมฆหมอก ฉะนั้น

ผู้ที่เป็นปาราชิกแล้ว ไม่ยอมสละสมณเพศ ขืนอยู่ต่อไป ก็มีแต่จะสั่งสมบาปหนักขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้าย ตายแล้วจิตก็ไปอบายลูกเดียว อย่าหวังว่า จะมีลูกที่สองให้เลือกได้

แต่ถ้าสละสมณเพศไปเป็นคฤหัสถ์ แล้วตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ถือศีล ๕ ศีล ๘ เจริญสมาธิ อบรมปัญญา ด้วยจิตสำนึกผิดยอมรับความจริง ตั้งใจบำเพ็ญกุศล ละชั่ว ทำดีต่อไป ทำใจให้สงบผ่องใส ก็ยังพอมีหวังได้สุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไปเบื้องหน้า ยังไงก็ดีกว่าไปอบาย

#ดอยแสงธรรม_๒๕๖๗_๐๗