ทำดีแล้วเหลิง!

0
57

ทำดีแล้วเหลิง!

              

เจริญพรญาติโยมผู้อ่านทุกท่าน ตลอดเวลาที่ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ มีหลายอย่างที่อาตมาได้ทำ อย่างเมื่อวันที่อาตมาเขียนต้นฉบับนี้ วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน อาตมาพร้อมพระสงฆ์วัดไผ่ล้อมได้เดินทางไปเจริญพระพุทธมนต์ในการพิธีบวงสรวงพระแม่โพสพ เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2565 อาตมาถือว่าเป็นเกียรติของอาตมาและคณะสงฆ์นะ เพราะว่าการทำบุญบวงสรวงพระแม่โพสพเป็นเรื่องที่ดี เป็นคุณธรรมที่ควรส่งเสริม จัดเป็นเทวตาพลี เราชาวไทยแต่โบราณถือว่าข้าวมีเทวดารักษา คือ พระแม่โพสพ ในเมื่อทางราชการได้เห็นความสำคัญของคติความเชื่อนี้ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี ก็ย่อมนำพาความเจริญมาสู่การเกษตรกรรมอันเป็นรากฐานของสังคมไทย ยุคนี้ข้าวยากมากแพงนะโยมนะ น้ำมันแพง ข้าวของก็ขยับปรับตัวขึ้น แต่อาหารก็ยังเต็มจานเราอยู่ ถ้าเราไปดูหลายประเทศ หลายประเทศแย่กว่าเรานะ ไปดูตามซูเปอร์มาร์เก็ต โล่งเลย ของไม่มี บางทีก็ต้องยอมอดมื้อกินมื้อ เพราะขาดแคลนอาหาร ตรงนี้ขอให้เราเห็นว่า เพราะประเทศของเรายังยืนหยัดทำการเกษตร เรายังมีชาวไร่ชาวนา เกษตรกร ชาวประมงที่ยังคงทำงานของตนเพื่อให้เรายังมีของไว้ให้ซื้อกิน คนเหล่านี้จึงไม่ไกลจากคำว่ากระดูกสันหลังของชาติเลย เราเรียนกันมาแต่เด็ก ๆ ว่าชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ เราก็อาจจะไม่รู้สึกอะไรเพราะสมัยนี้ของกินหาง่าย 24 ชั่วโมง มีเงินก็ซื้อได้ทุกอย่างที่อยากกิน แต่พอมีเหตุแบบนี้ทั่วโลก เราเห็นเลยว่าอาหารเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ผลิตอาหารก็สำคัญเช่นกัน

มาเข้าเรื่องตามที่อาตมาขึ้นหัวข้อไว้ โดยปกติแล้ว เราชาวพุทธทุกคนย่อมยึดถือคุณธรรมให้ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ให้เรายึดมั่นว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อันนี้อาตมาเห็นเป็นจริงอยู่เสมอ มิใช่ว่าพระพุทธเจ้าพูดแล้วจึงเป็นแบบนั้น แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นจริง ว่าทำดีได้ดี แม้ไม่ให้ผลทันทีแต่ผลดีย่อมตามมาอย่างแน่นอนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ทำชั่วนั้นเล่า แม้จะได้ดีอยู่มีให้เห็นเป็นประจำ แต่ผลสุดท้ายลงเอยอย่างไร ก็ย่อมลงเอยในทางชั่วอยู่ดี

ทีนี้ ทำดีก็ย่อมได้ดี ผลแห่งความดีนั้นเป็นอย่างไร ถ้าไม่นับว่าเป็นความสบายใจของเราเองแล้ว ที่แน่ ๆ คือย่อมมีคนรักใคร่ชื่นชม ชื่นชมในความดีของเรา และยิ่งสมัยนี้ ความดีบางอย่างคนไม่ได้รู้กันแค่ในวงรอบตัว แต่ว่ากระหึ่มไปทั่วประเทศเลยก็มี ก็ทำให้นึกถึงที่สมัยนี้เขาเรียกว่า มีแสง เหมือนมีแสงมาสาดส่องให้ใครสักคนหนึ่งกลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน (แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว คนที่มีแสงสมัยนี้ก็อาจจะมิใช่คนที่ทำดี แต่อาจเรียกว่าคนที่ทำถูกใจคน เมื่อถูกใจคนก็ย่อมได้รับผลอันพึงได้จากสิ่งนั้น นั่นคือมีแสง)

ผลที่ได้รับนั้นช่างหอมหวาน แสงมันช่างน่าหลงใหล ใคร ๆ ก็อยากได้ นั่นก็เรียกว่า หิวแสง อยากมีส่วนในแสงนั้น ก็ทำให้คนจำนวนมากทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีแสง (มาสาดส่องตน) ในยุคที่ทุกคนต้องการมีตัวตนในสังคม ส่วนคนที่ทำดี และมีแสงนั้น ก็พึงระวังภัยแห่งแสง นั่นคือ ความเหลิง

ความเหลิงนี่แหละอันตราย ทั้งแก่คนที่ได้แสงเพราะทำดี หรือว่าหิวแสงจึงมาหาแสง โดยเฉพาะกับพวกแรก เพราะอำนาจของแสงนั้นทำให้เราเป็นคนเด่นคนดัง เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว โอ้ เราเป็นไอดอลของผู้คน เราพูดอะไรคนก็เชื่อ ไหนจะมีสื่อมาสนใจ มีพื้นที่ข่าว กลายเป็นคนดัง สิ่งที่ตามมาคือ เราอาจมีอำนาจทำอะไรสักอย่าง อย่างการชี้นำความคิดคนได้ในชั่วข้ามคืน เราพูดอะไรเขาก็เชื่อ เราทำอะไรเขาก็โอเคไปหมด ดีงามไปหมด ทีนี้แหละความเหลิงจะเข้ามาหา กลายเป็นว่าเราเริ่มเป็นผู้ตัดสิน ชี้ถูกชี้ผิด ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ตามแต่ใจของตนจะคิดจะทำ คิดว่าที่ทำ ที่พูดนั้นถูกแล้ว จะทำอะไรก็มีคนสนับสนุน หรือจะทำอะไรที่ต้องการก็ทำได้โดยไม่ต้องเกรงใจใคร หรือเห็นว่าผลแห่งความดีเป็นเหตุแห่งลาภ ยศ สรรเสริญ ก็เร่งทำดี แต่มิได้เพราะว่ามันเป็นความดี ทว่าเพราะความอยากได้ลาภยศสรรเสริญ ตรงนี้แหละตกเหวเอาได้ง่าย ๆ นับว่าเป็นกับดักโดยแท้

ทำดีแล้วเหลิง พาตกเหวเอาได้ง่าย ๆ จริง ๆ เพราะเหลิงในผลแห่งความดี คิดว่าผลแห่งความดีจะคุ้มครองเราเสมอ จึงไม่ใส่ใจตรวจสอบความคิดของตนเอง เมื่อพูดดังนี้แล้วก็อธิบายเลยว่า สิ่งที่จะทำให้เราไม่เหลิงในความดี คือ สติ การมีสติกำกับความคิดนั้นสำคัญ เป็นการตรวจสอบว่าเรามีความโลภ โกรธ หลง มาครอบงำหรือไม่ มีคุณภาพของจิตดีมากน้อยเพียงใด หากเรามีสติ ทำให้มีอุชุจิตตัง คือจิตเที่ยงตรง ดำรงสติไว้ชอบ ความดีย่อมรักษาเราไว้ไม่เสื่อมคลาย แต่ถ้าเหลิงในความดีเมื่อใด ความดีนั้นย่อมไม่คุ้มครองเราแน่นอน

สำหรับวันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน 2565 นี้ ทางวัดไผ่ล้อม จังหวัดนครปฐม จะจัดพิธีใหญ่ ซึ่งตรงกับวัดอายุวัฒนมงคลของอาตมา คือ พิธีเททองหล่อรูปพระองคุลิมาลมหาเถระ ในเวลา 17.45 น. เป็นพิธีใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์ อุทิศถวายพระองคุลีมาลเถระ ผู้มุ่งมั่นกลับตัวกลับใจจากทางผิดมายังอริยมรรค จนได้อริยผลอันพึงได้ คือ พระนิพพานในที่สุด อาตมาก็จึงขอเชิญชวนสาธุชนทั้งหลายได้มาร่วมบุญในครั้งนี้ เพื่อที่ว่าจะได้เป็นอนุสรณ์ถึงพระมหาเถระรูปสำคัญในสมัยพุทธกาลที่เราทุกคนควรระลึกว่า เราทั้งหลายก็เป็นอย่างพระองคุลิมาล มีเดินถูกทางบ้างผิดบ้างตามเหตุปัจจัย แต่เมื่อเราได้พบพระธรรมแล้ว เราย่อมเห็นทางที่ชอบประกอบด้วยธรรม และหากมีกำลังใจอันเป็นเพชร ก็ย่อมตัดทางชั่วได้ ดังที่พระองคุลิมาลตัดสินใจตัดขาดจากทางชั่วนั่นเอง ขอเจริญพร

 

หลวงพี่น้ำฝน : 5 มิถุนายน 2565