ถวายถังสังฆทานห่วยแตก ทำบุญได้บาป!! ไม่มีในสามโลก!! พระกรรมฐานชี้ ผู้ให้ทานอันเลว ก็ย่อมได้รับผลที่เลว

0
1385

 

 

จากภาพเป็นข่าว : อยากให้ข้อคิดสักนิดว่า พาดหัวข่าวแบบนั้นมันไม่ถูก ทำบุญต้องได้บุญนะ ทำบุญได้บาป!! ไม่มีในสามโลก!! มันเป็นแค่คำพูดของคนเป็นมิจฉาทิฏฐิ แต่ไม่ใช่ความจริง

เรื่องของสังฆทานไร้คุณภาพนั้น มันก็เป็นความจริงที่แอบแฝงอยู่ในสังคมชาวพุทธมานาน เป็นเรื่องที่แก้กันไม่ตก หรือไม่มีใครคิดจะแก้ หรือเป็นเพราะคนที่ทำบุญเป็นคนมักง่าย มีแต่ศรัทธา แต่ขาดปัญญา ก็ไม่อาจรู้ได้ ต้องไปสำรวจกันเอาเอง

มันเข้าตำราที่ว่า “คนซื้อก็ไม่ได้ใช้เอง คนใช้ คือพระ ก็ไม่ได้ซื้อเอง คนทำก็เลยสนุกขาย” ก็แล้วแต่จะเอาอะไรมาขาย บางทีก็เอาของตกค้างที่ขายไม่ออกมาจัดเป็นสังฆทานขาย เพราะคนซื้อไม่ได้ใช้เอง ก็เลยไม่รู้เรื่องสักอย่าง ว่า ที่เขาเอามาขายนั้น มันเป็นอย่างไร ?

ส่วนพระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้รับผู้ใช้ ก็ไม่ได้เสียตังไปซื้อ เพราะเขาถวายฟรี เขาถวายอย่างไร ก็ต้องยอมรับไปตามนั้น ไม่อาจไปแกะดูต่อหน้าเขา หรือไปต่อว่าเขาได้ มันจะเสียมารยาท เมื่อเจอหลาย ๆ ครั้งเข้า ก็ทนไม่ไหว ก็มีบ่นออกมาบ้างอย่างในภาพที่เป็นข่าวนี่แหละ!!

ส่วนคนทำ เขาก็ขายเอาเงินเข้ากระเป๋าลูกเดียว ไม่มีจิตสำนึกของคำว่า “บุญ” หลงเหลืออยู่ในสันดานเลย นี่หมายถึง เฉพาะคนที่ทำสังฆทานไร้คุณภาพออกมาขายนะ ส่วนคนที่ทำดี ก็ขออนุโมทนา

มีคำถามว่า คนที่ซื้อสังฆทานห่วยแตกไปถวายพระ ได้บุญ หรือ ได้บาป ?

คำตอบ : ทำบุญก็ต้องได้บุญสิ ทำบุญแล้วได้บาปไม่มีในสามโลกธาตุ อย่าพูดพล่อย ๆ เพราะบุญกับบาป แยกกันอยู่คนละสัดคนละส่วน เหมือนน้ำกับน้ำมัน ถึงอยู่ด้วยกันก็ไม่มีทางจะปนกันเป็นเนื้อเดียวกัน ต่างกันแต่ว่า จะเป็นบุญมาก หรือเป็นบุญน้อยเท่านั้น

ในธรรมท่านกล่าวว่า “ผู้ให้ทานอันเลิศ ย่อมได้รับผลที่เลิศ ผู้ให้ทานอันเลว ก็ย่อมได้รับผลที่เลว” เป็นความจริงแท้แน่นอน

การทำทานที่จะมีอานิสงส์มาก ต้องประกอบด้วยองค์ ๖ ประการ คือ ๑.ผู้รับมีศีลบริสุทธิ์ ๒.ผู้ให้ก็มีศีลบริสุทธิ์ ๓.วัตถุทานก็ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ๔.ก่อนให้ก็มีศรัทธาเต็มเปี่ยมที่จะให้ ๕.ขณะที่ให้ก็ปีติยินดีที่ได้ให้ ๖.ให้แล้วก็อิ่มเอิบเบิกบานใจ ไม่เสียดายอาลัยอาวรณ์

ใครให้ทานพร้อมด้วยองค์ ๖ ประการ เช่นนี้ ทานนั้นย่อมมีผลมีอานิสงส์มากอย่างแน่นอน แต่หากบกพร่องข้อใดข้อหนึ่ง ผลของทานก็ลดหย่อนลงมา

ส่วนคนบางคนไปซื้อสังฆทานตามร้าน ตั้งใจซื้อของดีมีคุณภาพ แต่ทางร้านจัดของไม่ดีมาให้ โดยที่ผู้ซื้อก็ไม่ใส่ใจจะตรวจตรองดูให้ดีเสียก่อนว่า ของที่เขาจัดมาจะเป็นประโยชน์ต่อพระสงฆ์แค่ไหน ก็เอาของนั้นไปถวายพระด้วยเข้าใจว่าเป็นของดีตามที่ตนเองต้องการ ก็เลยกลายเป็นการถวายของไม่ดีไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ทานนั้นก็มีอานิสงส์อยู่ แต่ถือว่าด้วยกำลังศรัทธาที่อ่อน เพราะไม่ใส่ใจในรายละเอียด ผลของทานก็ลดหย่อนลงไปตามเหตุปัจจัยที่ทำ ดังเช่น ที่เห็นเด่นชัดก็คือ คนซื้อก็ขาดปัญญาที่ควรจะมี ผู้รับคือพระสงฆ์ก็ขาดผลประโยชน์อันควรจะพึงมีพึงได้จากสังฆทาน เพราะได้ของที่ไม่มีคุณภาพ บางทีก็เป็นของเสีย ของหมดอายุที่ใช้ไม่ได้แล้ว เป็นต้น

คนที่ทำทานด้วยศรัทธาแต่ด้อยปัญญา กับคนที่ทำทานด้วยศรัทธาแต่มากด้วยปัญญา แม้ครบองค์ ๖ เหมือนกัน แต่อานิสงส์ก็ต่างกันอยู่มากนะ

ก็คิดง่าย ๆ ว่า แค่เอาของไปถวายพระสงฆ์ ยังไม่รู้จักคิดอ่านตรวจตรองดูว่า เราควรจะถวายของอย่างไร? ควรปฏิบัติต่อพระสงฆ์อย่างไร? จึงจะส่งเสริมให้พระสงฆ์ท่านสามารถดำรงเพศสมณะอยู่ได้ และปฏิบัติดีปฏิบัติชอบต่อไปได้ โดยไม่เป็นอันตรายต่อพรหมจรรย์ไปเสียก่อน ด้วยน้ำมือของเรา

ปัญญาเพียงเท่านี้ ยังไม่รู้จักคิด แล้วเมื่อไร? เราจึงจะมีปัญญาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบด้วยตนเอง เมื่อไร? เราจึงจะมีปัญญาฆ่ากิเลสในใจตนเองได้ มันยิ่งเป็นปัญญาชั้นสูง ที่ยากกว่าปัญญาที่ใช้หาของถวายพระสงฆ์อีกเป็นล้านเท่า

เหตุฉะนั้น ผู้มีปัญญาจึงควรต้องตระหนักว่า เราจะต้องระมัดระวัง ไม่เอาของที่ผิดธรรม ผิดวินัย และเป็นพิษเป็นภัยต่อการประพฤติพรหมจรรย์ของพระสงฆ์ ไปถวายพระสงฆ์เป็นเด็ดขาด ส่วนผู้โง่เขลาเบาปัญญาก็กระทำไปตามอัธยาศัยของตน

ในธรรมท่านก็ไม่ได้บังคับ หรือห้ามใครไปทำบุญ หรือทำบาป ท่านก็แค่ชี้บอกทางว่า สิ่งใดเป็นคุณ สิ่งใดเป็นโทษ อันใดใช่ประโยชน์ อันใดไม่ใช่ประโยชน์ อันใดควรละ อันใดควรบำเพ็ญ ส่วนใครจะเลือกปฏิบัติอย่างไร? ก็แล้วแต่ปัญญาของแต่ละคนจะพิจารณากันเอาเอง

ส่วนการจะถวายของเลว หรือประณีต นั้น ก็ให้เป็นไปตามกำลังศรัทธา หรือตามฐานะของแต่ละคน ซึ่งมีไม่เท่ากัน บางคนมีฐานะยากจนเขาก็มีศรัทธาเต็มเปี่ยมตามฐานะของเขา ของที่เขาคิดว่าดีแล้ว แต่เมื่อไปเทียบกับเศรษฐี ก็อาจกลายเป็นของเลวของเศรษฐีไปก็ได้ แต่ถ้าว่าโดยศรัทธาแล้ว ก็อาจมียิ่งหรือหย่อนกว่าเศรษฐี หรือเสมอกันก็ไม่แน่

ขอเพียงวัตถุทานให้ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ก็แล้วกัน ส่วนจะเป็นของเลวหรือประณีตนั้น ก็ให้เป็นไปตามฐานะของแต่ละคน ถ้าตั้งใจถวายของดีที่สุดตามฐานะของเรา ก็ถือว่าเป็นอันได้ถวายทานชั้นดีแล้ว แต่ไม่ใช่ว่า เรารู้อยู่ว่า เราใช้เองใช้ของดีอย่างนี้ แต่กลับเอาของที่ด้อยกว่าเลวกว่าไปถวายพระสงฆ์ อย่างนี้จึงได้ชื่อว่า

ถวายทานชั้นเลว ย่อมได้ผลที่เลว