ด้วยอำนาจแห่ง “ความเพียร”

0
91

ด้วยอำนาจแห่ง “ความเพียร”

              

เจริญพรญาติโยมผู้อ่านทุกท่าน คนไทยแต่โบราณสั่งสอนลูกหลานว่า “อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา” คำนี้เป็นคำสอนที่ไม่ตกยุคเลย เพราะถ้าปฏิบัติได้ตามนี้ ถึงไม่รวยก็ไม่ตกยากแน่นอน แต่จะจริงหรือไม่อย่างไรนั้น อาตมามีตัวอย่างให้ญาติโยมผู้อ่านได้พิจารณา ดังกระจกสะท้อนย้อนดูตน

วันหนึ่งอาตมาได้พบกับโยมผู้หนึ่งที่เดินทางมายังวัดไผ่ล้อม โยมคนนี้ตั้งใจมายังวัดไผ่ล้อมเลย เพราะได้ติดตามเรื่องราวของอาตมาที่ผ่านมา จึงอยากเข้ามาพบ เมื่อพบแล้วจึงได้สนทนากัน ปรากฏว่าบทสนทนานั้นเป็นบทเรียนที่มีคุณค่าแก่อาตมาควรค่าแก่การถ่ายทอดให้ทุกคนได้อ่านกัน

โยมคนนี้อพยพเข้ามาอยู่เมืองไทย ปัจจุบันอายุประมาณ 55 ปี เดินทางเข้ามาแบบไม่มีอะไรตั้งแต่อายุ 19 ปี สมัยก่อนมีคำเปรียบเปรยคนจีนอพยพว่า “เสื่อผืนหมอนใบ” เพราะหลายคนก็ไม่ได้มีทรัพย์สินติดตัวมานอกจากเสื่อใช้ปูนอน กับหมอนไว้หนุนหัว ห่อข้าวของส่วนตัวติดตัวมา ส่วนชีวิตจะเป็นอย่างไรในเมืองสยามก็ตามแต่ว่าจะเจอกับอะไร พอขึ้นฝั่งมาก็แยกย้ายไปเข้าสังกัดแซ่นู้นแซ่นี้เพื่อรวมกลุ่มช่วยเหลือกันบนแผ่นดินใหม่ที่พวกเขาเพิ่งมาถึง หางานทำตามแต่จะหาได้ ส่วนมากก็เริ่มจากกรรมกร แบกของขนข้าวสาร งานจับกังต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานที่หนัก นอกจากนี้คนจีนเหล่านี้ก็ต้องปรับตัวกับสังคมใหม่ บ้านใหม่ของพวกเขา ต้องเรียนรู้ภาษาไทย วัฒนธรรมไทย รู้จักกับคนไทย ซึ่งสุดท้ายคนจีนเหล่านี้หลายคนก็แต่งงานมีครอบครัวกับคนไทย มีลูกมีหลานเป็นคนไทยเชื้อสายจีนมาจนถึงทุกวันนี้ มีวิถีชีวิตแบบคนไทย แต่ก็ไม่ลืมวัฒนธรรมจีน

ถึงตรุษถึงสารทก็ไหว้เจ้าไหว้บรรพชน   

แต่ว่าโยมคนนี้นั้นบอกเลยว่าตัวเขาเองนั้นยิ่งกว่าเสื่อผืนหมอนใบ เพราะแทบไม่มีอะไรติดตัวมาเลย เหมือนมาแต่ตัวแท้ ๆ พอมาถึงก็ต้องหางานทำ เพื่อหาเงินเลี้ยงตนเอง โยมคนนี้เริ่มแรกก็ทำงานที่โรงกลึง แล้วก็มาทำงานโรงเหล็กดัด จากนั้นก็มาทำงานก่อสร้าง เรียกได้ว่าเป็นงานกรรมกร ทำจนพอสร้างเนื้อสร้างตัวได้ก็เปิดกิจการของตนเอง มีครอบครัว มีภรรยาเป็นคนไทย และได้สัญชาติไทย อยู่อาศัยในเมืองไทยเป็นการถาวร กิจการของโยมคนนี้ก็นับว่ามีความเจริญ ในระดับที่พอมองย้อนกลับไปเมื่อครั้งยังอายุ 19 ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมาได้ไกลขนาดนี้ มาถึงตรงนี้ได้ก็ด้วยน้ำพักน้ำแรง อาตมาก็ว่าน่าภาคภูมิใจจริง ๆ

พอถึงตรงนี้ คงจะเห็นแล้วว่าอันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของความเพียรพยายามของคน จากไม่มีอะไรสู่วันที่มีพร้อม มีความสุขตามอัตภาพ ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีความเพียร

ขยันหา รักษาดี มีมิตรดี ใช้ชีวิตพอเพียง “หัวใจเศรษฐี” ในพระพุทธศาสนามีบอกเอาไว้พร้อมแล้ว และเรื่องราวของหลาย ๆ คนที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนนี้ ไม่มีใครที่มีเรื่องราวหลุดออกไปจากสี่ข้อนี้เลย

คนเราต้องขยันหา คือ ขยันทำงาน ตามกำลังความสามารถของตน ตามโบราณว่า อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา เมื่อมีโอกาสได้ทำงานแล้ว ก็ควรทำอย่างเต็มกำลังความสามารถ นอกจากเพื่อเงินซึ่งเป็นสิ่งสำคัญแล้ว ยังเป็นการเพิ่มทักษะการทำงานไปในตัวด้วย เพราะการทำงานคือการฝึกตน

คนเราต้องรักษาดี ได้เงินมาแล้ว อย่าให้มันเสียไปด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง จะเอาเงินที่ได้ไปลงทุนเพิ่มเติมอย่างไรก็ตาม ก็ต้องมีส่วนที่รักษาไว้ คือส่วนที่เราเก็บออม อาจจะออมไว้เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างที่เราต้องการ หรือออมไว้เพื่อสำรองเวลาฉุกเฉิน อย่าให้เสียไปกับเรื่องไม่ควรเสีย เช่น ความฟุ่มเฟือยโดยไม่ดูสภาพตนเอง หรือหมดไปกับสุรา นารี ภาชี  กีฬาบัตร แบบนี้ไม่ดี ถือว่าไม่รู้จักรักษาเงิน

คนเราต้องมีเพื่อนดี เพราะคบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตพาลพาไปหาผล เพื่อนที่ไม่ดีจะชักจูงเราให้ไปหาทางไม่ดีเป็นเหตุให้ต้องเสียเงินทองในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ไปจนถึงเสียหายแก่ร่างกาย และชีวิตได้ แต่เพื่อนที่ดีจะคอยแนะนำในสิ่งที่ดี คอยดึงรั้งไม่ให้พาไปหาสิ่งที่ชั่ว ข้อนี้สำคัญนัก

คนเราต้องมีชีวิตพอเพียง หมายถึงรู้จักพอประมาณ รู้กำลัง สถานภาพของเราเอง มีความเป็นอยู่เหมาะสม คือ รู้จักกำหนดรายได้และรายจ่ายเลี้ยงชีวิตแต่พอดี มิให้ฝืดเคืองหรือฟูมฟาย ให้รายได้เหนือรายจ่าย มีประหยัดเก็บไว้ ไม่ย่อหย่อนในการงาน และไม่ทำอะไรเกินกำลัง การทำอะไรเกินกำลังจะทำให้เราเดือดร้อนในภายหลัง ควรทำในลักษณะเดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท มันอาจจะช้าไม่ทันใจ แต่ว่าสิ่งที่จะได้กลับมาคือความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ข้อนี้คนชอบละเลย เพราะสังคมเดี๋ยวนี้มักปลุกเร้าให้เราต้องรวยเร็ว ประสบความสำเร็จเร็ว ต้องทันคนอื่นเขา สมัยนี้อะไร ๆ มันก็ต้องเร็ว แต่ก็อย่าลืมประเมินกำลังตนเองด้วย ทำทุกอย่างให้พอดีมิให้ทุกข์ใจในภายหลัง ทั้งหมดนี้แหละคือสมชีวิตา พอเพียงพอประมาณ

อาตมาเห็นว่าโยมคนนี้มีหัวใจเศรษฐีครบทั้งสี่ข้อทุกประการ มีความเพียรเป็นกำลัง จึงควรยกมาเป็นข้อคิดเตือนใจแก่ทุกคน ว่าใครอยากเป็นเศรษฐี (ฉันน่ะสิ ๆ) เศรษฐีนั้นแปลตามตัวคือผู้ประเสริฐ ประเสริฐในที่นี้มิใช่ว่ามีเงินทองกองมากมายแล้วจะประเสริฐ แต่ความประเสริฐคือผู้มีความเพียรพร้อม มีปัญญาพร้อม มีคุณสมบัติพร้อมจึงเป็นเหตุให้มีเงินทองมากมาย เพราะถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้พร้อมแล้ว ถึงมีเงินทองมากมายก็เก็บไว้มิได้นาน ก็ต้องสูญไป แต่หากมีคุณสมบัติประเสริฐแล้ว มีเงินทองมากก็รู้จักเก็บไว้ได้ ถึงยังไม่มีมากก็ถือว่ามีความสามารถจะเลี้ยงตนเองได้ และพร้อมที่จะเป็นเศรษฐีตัวจริงได้ในอนาคต ก็ขอฝากไว้ดังนี้ ขอเจริญพร

 

หลวงพี่น้ำฝน : 23 สิงหาคม 2565