จงจากไปให้คิดถึง

0
101

จงจากไปให้คิดถึง

              

เจริญพรญาติโยมผู้อ่านทุกท่าน ในขณะที่อาตมาเขียนต้นฉบับนี้ เรียกได้ว่าเต็มไปด้วยข่าวใหญ่ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ภายนอกประเทศนั้นก็อย่างที่ทราบกันว่ามีศึกสงครามเกิดขึ้นระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่แค่สองประเทศ แต่ว่ามีความเกี่ยวพันไปอีกหลายประเทศ อีกหลายภาคส่วน ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ทราบว่าจะแพ้จะชนะกันอย่างไร แต่ที่เห็นแน่ ๆ คือความสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สิน ตลอดจนน่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่ ๆ ในโลกอีกหลายอย่างเลยทีเดียว

สำหรับในประเทศเรา ก็มีข่าวความสูญเสียที่เป็นที่สนใจของคนไทยทั้งประเทศ คือ เหตุการณ์ที่ดาราสาวท่านหนึ่งตกจากเรือและจมน้ำเสียชีวิตในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีเมื่อกลางดึก กว่าจะพบร่างต้องใช้เวลาเป็นวัน ๆ และยังเต็มไปด้วยเงื่อนงำต่าง ๆ ที่โผล่เพิ่มขึ้นมาในทุก ๆ ชั่วโมงจนทำเอาสังคมจับจ้องตาไม่กะพริบ ซึ่งอาจจะทำให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้ มิใช่แค่เหตุจมน้ำธรรมดา ก็ต้องติดตามกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม เราก็ตระหนักได้ว่า ครั้งหนึ่งดาราสาวผู้จากไปนั้นเคยกล่าวไว้ว่า “วันหนึ่งคนบนโลกจะรักเรามากขึ้นในวันที่เราไม่อยู่แล้ว” ความข้อนี้ถูกพิสูจน์เมื่อเธอได้จากไปนั่นเอง เพราะวันนี้ ผู้คนทั้งวงการบันเทิง และแฟนคลับต่างล้วนเสียใจในการจากไป และรู้สึกสงสารในชะตากรรมที่เธอได้พบเจอมาตลอด ก็ต้องกล่าวว่าชีวิตเธอผ่านอะไรหนักหน่วงมาไม่น้อยราวกับว่าโลกหันหลังให้ แต่ก็เป็นที่ปรากฏว่าเธอก็ผ่านพ้นมาได้ ซึ่งก็ด้วยใจ

ดาราสาวท่านนี้นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งมีหลักคำสอนให้สู้ชีวิต ให้อดทนฝ่าฟันอุปสรรคด้วยความวางใจในพระเจ้า ความตรงนี้ก็สอดคล้องกับหลักธรรมในพุทธศาสนา ว่า ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจที่เป็นกุศล ความวางใจในพระเจ้าของเธอก็เทียบได้กับจิตที่เป็นกุศล ความอดทนของเราที่จะต่อสู้และฟันฝ่าอุปสรรค ย่อมทำให้เราผ่านพ้นวิกฤตต่าง ๆ ได้ จะเห็นได้ว่าศาสนาต่าง ๆ ล้วนสอนให้ทุกคนอดทนเพื่อฝ่าฟันอุปสรรค ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง และใจที่เข้มแข็งนั้นเกิดขึ้นได้จากการมีหลักยึดเหนี่ยวประจำใจ

ทว่าพอกำลังจะพ้นเคราะห์พ้นโศก โลกก็ไม่ยอมให้เธอได้มีชีวิตอยู่เป็นสุขอีก โชคชะตาช่างโหดร้ายกับเธอเหลือเกิน แต่สาเหตุของการเสียชีวิตของเธอนั้น คงต้องเป็นหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะไขปริศนาและให้ความเป็นธรรมกับดาราสาวท่านนี้ในวาระสุดท้าย

ชีวิตคนเรานั้นแสนสั้นนัก และจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วทำไมทุกคนยังคงประมาท ประมาทที่จะไม่ส่งความรักความปรารถนาดีแก่คนที่เรารักในยามที่เขายังมีชีวิตอยู่ ให้เขาได้ชื่นใจ และเป็นสุขใจ เหตุการณ์ในครั้งนี้จึงเป็นแง่คิดว่า เมื่อเรามีเวลา เราก็ควรใช้เวลาให้คุ้มค่ากับคนที่เรารัก แสดงความรักความปรารถนาดีแก่คนที่เรารัก เพื่อที่ในวันที่ใครสักคนไม่อยู่แล้ว จะไม่ได้ชื่อว่ามีคนรักใคร่เพียงเมื่อตอนจากไปแล้ว

และสำหรับเราทุกคนผู้ยังคงมีชีวิตอยู่ เรายังไม่ควรประมาทในทุกสิ่ง ดังพระปัจฉิมโอวาทที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานไว้เป็นครั้งสุดท้าย ความประมาทไม่เฉพาะแต่เรื่องความเป็นความตาย แต่ชีวิตทุกลมหายใจเราก็ต้องไม่ประมาท ไม่ประมาทที่จะทำความดี ไม่ประมาทที่จะทำสิ่งดีให้กับผู้อื่น ไม่ประมาทในการพบสิ่งที่ไม่พึงใจ เพราะชีวิตมีขึ้นมีลง และไม่ประมาทในความพลัดพราก เพราะไม่ใช่แค่ความตายเท่านั้นที่เป็นความพลัดพราก การจากเป็นก็เป็นความพลัดพรากเช่นเดียวกัน เราควรระลึกว่าเราประสบกับความพลัดพรากอยู่เสมอ ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย จะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ของรักของหวง สิ่งที่เรารักมาก ก็มีโอกาสพลัดพรากจากเราไปทั้งสิ้น เราจึงประมาทในชีวิตไม่ได้เลย

ในพระพุทธศาสนา มีข้อธรรมที่ว่าด้วยเรื่องธรรมอันทำให้ระลึกถึงอยู่ นั่นคือ สาราณียธรรม ผู้ที่ยึดถือหลักธรรมนี้ เราจะระลึกถึงกัน ชนิดว่าอยู่ด้วยกันแล้วสุขใจ ถึงจากกันไปก็ยังคงคิดถึง ทำงานร่วมกันก็มีความรักใคร่กันในหมู่คณะ มีอยู่หกประการด้วยกัน

ข้อแรก คือ ช่วยเหลือหมู่คณะด้วยความเต็มใจ มีกิริยาวาจาเหมาะสมแก่กัน แสดงการยอมรับนับถือกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง

ข้อที่สอง คือ บอก ชี้แนะถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์ แนะนำไปในทางที่ดี

ข้อที่สาม คือ มีจิตคิดดี ปรารถนาดีต่อกัน มองกันในแง่ดีเสมอ ไม่มุ่งคิดเพ่งโทษแก่กัน

ข้อที่สี่ คือ รู้จักแบ่งปันกัน ไม่หวงไม่งก

ข้อที่ห้า คือ มีศีลเสมอกัน ไม่ทำตนให้เป็นที่น่ารังเกียจ แปลกแยกในหมู่คณะ

ข้อที่หก คือ มีความเห็นร่วมกัน หรือกล่าวโดยง่ายคือ มีทัศนคติต้องตรงกัน

ธรรมเหล่านี้ทำให้คนหลากหลายคน หลากหลายที่มาสามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างเป็นสุข ทั้งในยามอยู่ด้วยกัน และยามที่จากกันไปไม่ว่าจะเป็นจากเป็น หรือจากตาย

อย่าให้อยู่ต่อหน้าใส่หน้ากากใส่กัน แต่ลับหลังนินทาเป็นไฟ

อย่าให้อยู่ต่อหน้ารักกันแทบตาย แต่พอเขาตายก็สาปส่ง

แต่จงอยู่ด้วยกันก็รักใคร่กลมเกลียวกัน จากกันก็คิดถึงกัน

อยู่ด้วยกันระลึกถึงถึงกัน ตายจากกันก็ยังคิดถึงกันอยู่

ขอเจริญพร      

 

หลวงพี่น้ำฝน : 5 มีนาคม 2565

*****************************************************************