งานนี้คงได้รู้กัน… พวกเราชาวพุทธ จงอย่าได้กระพริบตา!!

0
240

งานนี้คงได้รู้กัน… พวกเราชาวพุทธ จงอย่าได้กระพริบตา!!

จั่วหัว “ธรรมะครูบาอาจารย์” บทนี้ขึ้นมา ย่อมเป็นคำตอบอยู่ในตัว อธิกรณ์นี้ยังไม่ตอบโจทย์ ทุกอย่างยังคงคลุมเครือเช่นเหตุการณ์เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ในโลกโซเชียลถล่มกันเละ ใครที่เห็นด้วยกับฝ่ายตนก็ได้รับคำสนับสนุน ใครมีความเห็นตรงข้าม ก็จะถูกเสียดแทงด้วยถ้อยคำที่รุนแรง

ในฐานะที่ผู้เขียน ประกอบสัมมาอาชีพเป็นสื่อมวลชนสายศาสนา (ทุกศาสนาที่ทางราชการรับรอง) สืบเนื่องติดต่อกันมากว่า 25 ปี ย่อมมีความเคลือบแคลงสงสัยเช่นเดียวทุกท่านที่ทราบข่าว ซึ่งก็เป็นธรรมดาของความเป็นมนุษย์ ที่จะต้องอยากรู้ อยากเห็น ในสิ่งที่สงสัย  อยากได้รับความจริงในสิ่งนั้น ด้วยเหตุนี้ “ผู้เขียน” ซึ่งเป็นศิษย์มีครูจึงต้องกราบเรียนถามไปยังครูบาอาจารย์ ว่า…

กรณีอดีตพระที่ออกจากคุกกลับมาห่มจีวรครองสมณเพศเอาเอง มันถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่?

เรื่องบ้านก็ต้องถามช่างก่อสร้าง เรื่องเครื่องยนต์ก็ต้องถามช่างยนต์ เรื่องพระก็ควรต้องถามพระ ถามให้ตรงตัวกับผู้รู้เฉพาะเรื่อง จึงได้รับคำตอบมาว่า…

ในเมื่อคดียักยอกทรัพย์เป็นคดีอาญา ศาลชั้นต้นก็ลงโทษจำคุกคนละ 2-3 ปี แต่มีให้รอลงอาญา ส่วนศาลอุทธรณ์ก็พิพากษาบางคดีให้ยืนตามศาลชั้นต้น บางคดีมียกฟ้อง แต่บางคดีก็เพิ่มโทษความผิดให้หนักขึ้น ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างมากมายกับการกระทำของสงฆ์วัดดังกล่าว

มีอดีตผู้ว่าสำนักงานคนหนึ่ง  พิมพ์กระดาษ ๒ แผ่นออกมาบิดเบือนข้อเท็จจริงว่า อดีตพระที่ถูกขังในคุกไม่มีความผิด เพียงแต่ถูกบังคับให้สละสมณเพศ แต่ไม่ได้เปล่งวาจาลาสิกขาโดยสมัครใจ จึงกลับมาห่มจีวรครองสมณเพศได้ตามเดิม แถมมาบิดเบือนสาระสำคัญในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์อีกด้วย เรียกว่า เลอะเทอะไปกันใหญ่แล้ว

มาตีความบิดเบือนคำว่า “สมณเพศ” ว่า “หมายถึง เครื่องนุ่งห่มผ้าไตรจีวรที่แสดงออกถึงความเป็นพระภิกษุ” ดังนั้น การถูกบังคับให้สละสมณเพศ จึงหมายถึง การถูกบังคับให้สละผ้าไตรจีวรเครื่องนุ่งห่มออกจากร่างกายของพระภิกษุรูปนั้น ๆ แต่ความเป็นพระภิกษุยังคงอยู่เหมือนเดิม เพราะมิได้มีการเปล่งวาจาลาสิกขาด้วยความสมัครใจ จึงกลับมาห่มจีวรได้อีก

เล่นตีความตามใจฉันแบบนี้ ทำเอาหลายคนงงไปตาม ๆ กัน ก็มีผู้ถามเข้ามาว่า ตีความแบบนี้ มันใช่หรือ? เราก็จะวินิจฉัยไว้ให้ฟังตรงนี้ โดยพิเคราะห์ตามพระธรรมวินัยเป็นบรรทัดฐาน

ถ้าการสละสมณเพศ ถือเป็นเพียงการสละผ้าไตรจีวรออกจากร่างกายของพระภิกษุตามที่นายคนนั้นกล่าว โดยยังถือว่า ผู้นั้นยังครองสมณเพศอยู่เหมือนเดิม แม้จะแต่งกายเป็นคฤหัสถ์ถูกขังอยู่ในคุกเป็นเวลานานปีก็ตาม เมื่ออกจากคุกได้ ก็มาเปลี่ยนเสื้อกางเกง นุ่งห่มสบงจีวรแทน ก็ได้ชื่อว่า เป็นสมณเพศแล้ว มีสถานะเป็นเหมือนพระภิกษุปกติที่ไม่เคยต้องโทษถึงขั้นติดคุก

นี่! สงฆ์วัดนี้จะไม่คำนึงถึงสาเหตุเลยหรือ ว่า พระเหล่านั้นถูกศาลตัดสินให้จำคุก แม้จะรอลงอาญาก็ตาม แต่มันก็คือได้กระทำความผิดสำเร็จไปแล้ว จะบอกว่าพระเหล่านั้นไม่ได้กระทำความผิดอะไรเลย ไม่ได้ และจะไม่สนใจเลยหรือว่า ความผิดนั้น จะเป็นอาบัติหนักเบาประการใด? คงเป็นสงฆ์ประหลาดแล้วเน้อ!!

ถ้าการสละสมณเพศเป็นเพียงการถอดผ้าไตรจีวรออกจากตัวพระภิกษุ ถ้าไม่ได้กล่าวคำลาสิกขา ก็ยังถือว่าเป็นพระภิกษุปกติอยู่ ถึงแม้จะแต่งกายเป็นคฤหัสถ์อยู่นานปีก็ตาม ไม่ต้องสืบสวนสอบสวนเลยหรือว่า ได้กระทำผิดพระวินัยร้ายแรงข้อไหนบ้าง จึงเป็นเหตุให้ถูกบังคับให้สละสมณเพศ

ก็โต ๆ กันแล้ว ไม่ใช่เด็กอมหัวแม่เท้า เอ๊ย! ไม่ใช่เด็กอมมือ (อุเหม่ ๆ พูดผิด) ก็อยู่ในคุกมันไม่สามารถประพฤติวัตรปฏิบัติของพระภิกษุได้สมบูรณ์ตามพระธรรมวินัยแน่นอนอยู่แล้ว การสละสมณเพศ ไม่ใช่แค่สละเครื่องนุ่งห่ม แต่มันมีการกระทำความผิดรวมอยู่ในนั้นด้วย อย่าแถให้มากความไปนักเลย

ถ้าหากการถอดเพียงผ้าไตรจีวรออก ถือเป็นการสละสมณเพศได้ หากมีใครสักคนอุตริเอาผ้าไตรจีวรมานุ่งห่มสวมใส่บนร่างกาย ก็ต้องถือว่า ผู้นั้นเป็นสมณเพศแล้วสินะ! ใช่ไหม? โดยไม่ต้องเข้าทำพิธีอุปสมบทกรรมใด ๆ ในโบสถ์ จะเล่นกันแบบนี้เลยหรือ?

ถ้าทำกันมั่วซั่วอย่างนี้ เห็นทีว่า ต่อไปพระธรรมวินัยคงถูกพวกอลัชชีเหยียบย่ำทำลายแหลกละเอียดจนไม่เหลือซากอย่างแน่นอน

สงฆ์ที่ดีต้องตรวจสอบกันเองให้สงฆ์ตั้งอยู่ในศีลเสมอกัน มีสัมมาทิฏฐิ มีวัตรปฏิบัติอันเดียวกัน จึงจะจรรโลงศาสนาไว้ได้ สงฆ์ที่ดีจะไม่มีวันยอมรับอลัชชีเข้าหมู่เข้าพวกทั้ง ๆ ที่รู้อยู่อย่างแน่นอน

ผ้าไตรจีวร ๓ ผืน ผ้าประคดเอว บาตร มีดโกน เข็มเย็บผ้า เครื่องกรองน้ำ ๘ อย่างนี้ เขาเรียกว่า สมณบริขาร (ว้อย!)  ไม่ใช่สมณเพศ ไอ้บักหำน้อย!! ถ้าไม่รู้ก็จงรู้เอาไว้เสีย

ส่วนสมณเพศ นั้น หมายถึง พระภิกษุในพระพุทธศาสนาที่ผ่านการบรรพชาอุปสมบทมาอย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ เป็นผู้มีศีลาจารวัตรอันงดงาม มีความสงบเสงี่ยมสำรวมน่าเลื่อมใส ดำรงตนอยู่ในสัมมาปฏิบัติ มีศีลและวัตรเสมอกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ไม่ใช่อลัชชีที่เพิ่งออกจากคุก แล้วเอาผ้าไตรจีวรมาห่มเอาเอง อปโลกน์ตัวเองเป็นสมณเพศ ไม่ใช่อย่างนั้น!!

สำหรับการให้สละสมณเพศ คือการให้สละเพศพระภิกษุไปเป็นคฤหัสถ์ ก็คือ การถูกบังคับให้สึกจากการเป็นพระภิกษุ เนื่องด้วยมีความประพฤติที่ไม่เหมาะสม อาจต้องอาบัติหนักแล้วไม่ยอมรับ ทั้งที่มีหลักฐานชี้ชัด หรือกระทำการอันเป็นโลกวัชชะที่น่ารังเกียจอยู่เนืองนิตย์ หรือเป็นเพราะต้องคดีอาญาถูกศาลสั่งจำคุก

ธรรมดาของพวกอลัชชีจะไม่สามารถใช้พระธรรมวินัยธรรมดา ๆ มาเป็นเครื่องตัดสินพฤติกรรมได้ เพราะคนพวกนี้ไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่มียางอาย พระธรรมวินัยจะใช้ได้ก็แต่เฉพาะกับผู้มีหิริโอตตัปปะเท่านั้น

เพราะเหตุนั้น จึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายบังคับเอาด้วยพยานหลักฐาน คือถ้าไม่มีพยานหลักฐานมัดตัวอย่างแน่นหนาแล้ว คนเหล่านี้ไม่มีใครยอมรับผิด เมื่อถูกบังคับให้สละสมณเพศแล้ว แม้ไม่ได้กล่าวคำลาสิกขาก็ไม่มีปัญหา ถือว่าความเป็นสมณเพศได้ขาดไปแล้วโดยปริยาย ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ถอดผ้าไตรจีวรออก อย่างที่พยายามตีความบิดเบือน

ส่วนพฤติกรรมความผิดจะเข้าข่ายเป็นอาบัติปาราชิกหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องไปพิสูจน์กันว่า การกระทำความผิดนั้น ครบองค์ประกอบของอาบัติปาราชิกหรือไม่?

อันนี้ต้องเป็นหน้าที่ของเถรสมาคมที่ต้องประชุมเพื่อพิจารณาตัดสินตามพระธรรมวินัยแล้วสั่งการลงไป จะปล่อยให้เจ้าคณะ พระสังฆาธิการพิจารณากันเองตามบุญตามกรรมไม่ได้

ถ้าเป็นปาราชิก ก็บวชอีกไม่ได้ตลอดชีวิต แต่ถ้าความผิดไม่ร้ายแรงถึงขั้นปาราชิก ก็กลับมาขอบรรพชาอุปสมบทได้ใหม่ โดยต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัยให้ถูกต้องตามที่มีพระบรมพุทธานุญาตให้ไว้ จึงจะได้ชื่อว่า เป็นสมณเพศอย่างถูกต้องแท้จริง

ไม่ใช่เพียงแค่การเอาผ้าไตรจีวรมานุ่งห่มเอาเอง แล้วก็มาทึกทักกันเอาเองว่า ได้เป็นสมณเพศแล้ว หากปล่อยให้กระทำการเช่นนั้นได้ตามใจชอบ แล้วพระธรรมวินัยจะดำรงอยู่ได้อย่างไร?

ส่วนการลาสิกขานั้น ใช้กับการสึกตามปกติ ที่เปล่งวาจาสึกด้วยเจตนาที่จะลาสมณเพศไปเป็นคฤหัสถ์

การถูกบังคับให้สละสมณเพศนั้น ใช้กับกรณีที่ทำความผิดที่เป็นอาบัติหนักแล้วไม่ยอมรับผิด แต่จำนนด้วยหลักฐาน หรือต้องคดีอาญาถึงขั้นติดคุก แต่ยังดื้อด้านที่จะครองสมณเพศอยู่ จึงต้องบังคับให้สละสมณเพศ ไม่ใช่แค่การสละผ้าไตรจีวรเครื่องนุ่งห่มเพียงอย่างเดียว แต่มันต้องมีการกระทำผิดอันเป็นเหตุให้ต้องสละสมณเพศนั้นรวมอยู่ด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดในข้อหาลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ด้วยเจตนา หากทรัพย์มีมูลค่าตั้งแต่ ๕ มาสกขึ้นไป ทันทีที่ทรัพย์นั้นเคลื่อนจากที่ ภิกษุนั้นก็เป็นอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระภิกษุไปแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ศาลที่ไหนมีคำสั่งแต่ประการใด

(ทรัพย์ ๕ มาสกมีมูลค่าเท่ากับทองคำน้ำหนัก ๒๐ เมล็ดข้าวเปลือก = ๐.๕๔ กรัม ทองคำหนัก ๑ บาท มีน้ำหนัก = ๑๕.๑๖ กรัม เทียบกับราคาทองคำจริงในปัจจุบันหนัก ๑ บาท ลองคิดเอาเองว่า ๕ มาสก = เงินเท่าไหร่ มูลค่าตั้งแต่เท่านั้นไปก็เป็นอาบัติปาราชิก)

เรื่องคดีทางศาลเป็นเรื่องของกฎหมายทางโลก ศาลก็พิพากษาไปตามตัวบทกฎหมายซึ่งสามารถนำไปประกอบการพิจารณาโทษทางพระวินัยได้ แต่ตัวชี้ขาดตัดสินคือ พระธรรมวินัย ไม่ใช่คำพิพากษาของศาล และศาลชั้นต้นได้พิพากษาไปแล้วว่ามีความผิดจริง ถึงแม้จะมีการรอลงอาญา ก็เพียงแค่รอการลงโทษ มิใช่ไม่มีความผิดอย่างที่กล่าวอ้าง ส่วนศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น แต่มีบางคดีที่ยกฟ้อง แต่คดีเงินทอนนี้ ไม่รู้ว่าจะมีฎีกาไหม ต้องไปถามคนที่รับผิดชอบ

ดังนั้น ถ้าศาลชั้นต้นตัดสินว่ามีความผิดถึงขั้นจำคุก ในทางพระวินัยมันก็เท่ากับผิดมาตั้งแต่ต้นแล้ว ไม่ต้องรอให้ศาลที่ไหนมาตัดสินอีกก็ได้ มันเป็นปาราชิกขาดจากความเป็นพระภิกษุไปแล้ว

เรื่องนี้คงต้องดูว่า มหาเถรสมาคมจะวินิจฉัยคดีเป็นอย่างไร? จะปกป้องอลัชชี หรือจะปกป้องพระธรรมวินัย จะยอมให้อลัชชีกลับมาห่มจีวรครองสมณเพศกันอย่างง่าย ๆ ตามที่สงฆ์วัดหนึ่งอปโลกน์กันขึ้นเองตามใจชอบ

หรือมหาเถรสมาคมจะดำรงพระธรรมวินัยไว้ให้เป็นเนติแบบอย่างที่ดี ควรแก่กุลบุตรผู้มาสุดท้ายภายหลังจะได้ยึดถือนำไปปฏิบัติกันต่อไป

งานนี้คงได้รู้กัน!!

พวกเราชาวพุทธ จงอย่าได้กระพริบตา!!

.

#ดอยแสงธรรม_๒๕๖๔