คณะสงฆ์ไทย-ลาวยึดหลักพุทธเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีสองฝั่งโขง มุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาสงฆ์ในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ

0
1990

 

สำนักข่าว Thai R News – นายสมหมาย สุภาษิต รองผู้อำนวยการส่วนงานบริหารสำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) รายงานจากนครหลวงเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว( เมื่อวันที่ 27  เมษายน 2560 ว่า พระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มจร กรรมการมหาเถรสมาคม มอบหมายให้พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร พร้อมคณะผู้แทนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เดินทางสู่นครหลวงเวียงจันทร์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีด้านพระพุทธศาสนาระหว่างไทย-สปป.ลาว ระหว่างวันที่ 24-28 เมษายน 2560 ตามที่รัฐบาล สปป.ลาว อาราธนาและเชิญผู้แทนไทยมาเยี่ยมเยือน โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้แทนคณะศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ (ศนช.)

ในวันที่ 24 เมษายน ในภาคบ่าย ได้เข้ากราบนมัสการ ดร.พระมหาเวท มะเสไน รองประธานองการศาสนาสัมพันธ์ลาว (อพส.) ณ วัดศรีสะเกษ ซึ่งรองประธาน อพส.ลาว ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางด้านพระพุทธศาสนาระหว่างไทย-สปป.ลาวนั้น มีมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างพระสงฆ์ไทยกับพระสงฆ์สปป.ลาว และประชาชนชาวพุทธของทั้งสองฝั่งโขง ซึ่งมีเพียงแม่น้ำโขงเท่านั้นที่กั้นกลาง ที่สำคัญ พระสงฆ์สปป.ลาว ได้ไปศึกษาที่ มจร ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีจำนวนมาก ก็ได้รับความอนุเคราะห์จากมหาวิทยาลัยและพศ.ของไทย ที่ให้การสนับสนุนด้านทุนการศึกษาในบางส่วนอย่างดียิ่ง เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วก็กลับมาช่วยเหลือประเทศลาวและพระสงฆ์สปป.ลาว ถือว่าเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ

จากนั้น วันที่ 25 เมษายน ภาคเช้า คณะผู้แทนจากไทยได้เข้าพบปะหารือกับท่านคะนองลิต สีสมบูน อธิบดีกรมการศาสนา พร้อมคณะ ณ ที่ทำการศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ นครหลวงเวียงจันทร์ ทั้งนี้ อธิบดีกรมการศาสนา สปป.ลาว กล่าวว่า สปป.ลาว มีประชาชนนับถือพุทธศาสนากว่า 70% ที่เหลือก็เป็นศาสนาอื่น ที่สำคัญศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ มุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะสร้างความสมานสามัคคีให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนในชาติ และมุ่งให้ทุกศาสนาอบรมสั่งสอนตามหลักของศาสนาของตนไม่ให้มีการกล่าวร้ายกันในระหว่างศาสนา ซึ่งจะนำความแตกแยกมาสู่ประเทศชาติ อีกด้านคือพระสงฆ์ลาวได้ไปศึกษาที่ประเทศไทยในแต่ละเดือนจะมีพระสงฆ์มาทำเอกสารเพื่อข้ามฝั่งไปศึกษาจำนวนมาก จึงขอให้ประเทศไทย ได้สำรวจจำนวนพระสงฆ์ที่ไปศึกษาจริงในแต่ละปีว่าจำนวนเท่าใด เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการศึกษาของทั้งสองประเทศ อีกทั้งเป็นแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมการศึกษาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ภาคบ่าย คณะผู้แทนไทย ได้เข้าพบท่านจันทวงศ์ แสนอำมาดมนตรี รองประธานศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นด้านพระพุทศาสนาอย่างกว้างขวาง โดยรองประธาน ศนช. กล่าวว่า ขอชื่นชมถึงความสัมพันธ์ทางด้านพระพุทศาสนาของทั้งสองประเทศว่ามีความเกี่ยวพันธ์กันมายาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงที่มีความใกล้ชิดกันอย่างมาก โดยเฉพาะทางด้านศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภาษาที่คล้ายคลึงกันจนแทบจะแยกไม่ออก นอกจากนี้ การประเทศไทยได้จัดการประชุมชาวพุทธนานาชาติเนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลกมาอย่างต่อเนื่อง และประเทศลาวได้มีโอกาสไปร่วมทุกครั้ง ทำให้รัฐบาลลาวเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ โดยในปีนี้รัฐบาลลาวจะจัดพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาอย่างเป็นทางการเป็นปีแรก และตั้งเป้าหมายว่าจะจัดการประชุมชาวพุทธนานาชาติฯ สักครั้ง และจะต้องเรียนรู้หลักการ วิธีการจากประเทศไทย โดยจะขอให้ไทยให้คำปรึกษาแนะนำในการดำเนินการดังกล่าว

ต่อมาในวันที่ 26 เมษายน คณะผู้แทนไทย ได้เดินทางไปยังแขวงหลวงพระบาง โดยได้รับการต้อนรับจาก ท่านบัวทอง แพงสวรรค์ รองเลขาธิการพรรคแขวงหลวงพระบางและคณะ พร้อมได้ปรึกษาหารือในด้านต่างๆ ทั้งนี้ รองเลขาฯ กล่าวว่า หลวงพระบางถือเป็นเมืองมรดกโลก ที่มีพระพุทศาสนาเป็นพื้นฐานและเป็นต้นแบบของวิถีชีวิตของชาวหลวงพระบาง ตนรู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่คณะผู้แทนไทยได้มาเยี่ยมเยือนหลวงพระบางในครั้งนี้ และหวังว่า จะได้ร่วมมือกันในหลายด้านอย่างใกล้ชิดต่อไป

ด้านพระโสภณวชิราภรณ์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย กล่าวว่า ความร่วมมือทางด้านพระพุทธศาสนาระหว่างไทย สปป.ลาวนั้นมีมาช้านานแล้ว แต่เป็นเพียงระหว่างคณะสงฆ์กับคณะสงฆ์ ระหว่างประชาชนกับประชาชนเท่านั้น แต่ทั้งนี้ พระสงฆ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันล้วนมีความใกล้ชิดและให้ความช่วยเหลือกันของทั้งสองฝ่ายตลอดมา ครั้งที่ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ ในคราวที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ พระพรหมโมลี  ได้เดินทางมาเยือนลาวอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2553 และได้มีการลงนามความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ดำเนินการตามข้อตกลงเป็นอย่างดี ดั้งนั้น การเดินทางมาเยือนเป็นทางการในครั้งนี้ จึงเป็นนิมิตหมายอันดีในการที่จะสานต่อเจตนารมณ์ตามข้อตกลงเดิมที่เคยทำไว้ และเพิ่มเติมประเด็นที่ควรเสริมในอันที่จะเป็นประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ในด้านการศึกษาเฉพาะที่ มจร ส่วนกลาง ปัจจุบันมีพระสงฆ์สปป.ลาว ไปศึกษาระดับปริญญาตรี-โท กว่า 170 รูป ซึ่งมหาวิทยาลัยฯ และพศ. ก็ได้สนับสนุนทุนการศึกษาบางส่วน และผู้ที่สำเร็จการศึกษาแล้วต่างก็เป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือกิจการทางด้านพระพุทธศาสนาของสปป.ลาว และส่วนที่ลาสิกขาไปก็เป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือบ้านเมืองลาว โดยเป็นเจ้าหน้าที่ข้าราชการในหลายภาคส่วน ซึ่งต่อไปจะเพิ่มการสนับสนุนส่งเสริมด้านการศึกษาให้มากยิ่งขึ้น ในด้านการจัดประชุมชาวพุทธนานาชาตินั้น ทางประเทศไทย โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติพร้อมให้คำปรึกษาโดยขอให้ทางลาว ได้ไปร่วมศึกษาหลักการและวิธีการและกระบวนการในการจัดงานดังกล่าว อาจจะส่งทีมงานเข้าร่วมปฏิบัติงานแบบอาสาสมัครกับคณะทำงานของไทย จะทำให้ได้เรียนรู้อย่างรวดเร็ว และหลังจากนี้ คงต้องดำเนินการให้มีการลงนามความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายให้เรียบร้อยเพื่อที่จะได้เป็นแนวทางการร่วมมือกันที่ดีต่อไป

นายสมหมาย รายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนเดินทางกลับไทย คณะผู้แทนไทยได้เข้ากราบนมัสการ ดร.พระมหางอน ดำรงบุญ ประธานองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว ณ วัดพระธาตุหลวง นครหลวงเวียงจันทร์ สำหรับการเยือนลาวอย่างเป็นทางการครั้งนี้ นอกจากการปรึกษาหารือพบปะหารือกันแล้ว คณะผู้แทนไทย ได้ศึกษาดูงานทางด้านพระพุทธศาสนาของลาวในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านการศึกษา ได้ไปเยี่ยมชมการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยสงฆ์และโรงเรียนพระปริยัติธรรมสายสามัญของลาว ทั้งที่นครหลวงเวียงจันทร์และแขวงหลวงพระบาง เพื่อที่จะได้นำมาสู่การดำเนินการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือให้ครบรอบด้านต่อไป