กรณีฉาว.!!! แต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา (ตอน 2)

0
908

กรณีฉาว.!!! แต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา (ตอน 2)

ความเดิมตอนที่แล้ว โปรดอย่ามั่ว!! อำนาจที่ผ่อนผันได้นั้น เป็นพระอำนาจของสมเด็จพระสังฆราชเท่านั้น !!

มาว่ากันในตอนที่ 2 กรณีฉาว.!!! แต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ความรู้ผิด-ถูก ชั่ว-ดี เป็นคุณสมบัติของบัณฑิต ดังความข้างต้น โปรดอย่ามั่ว!! อำนาจที่ผ่อนผันได้นั้น เป็นพระอำนาจของสมเด็จพระสังฆราชเท่านั้น !! ตรงนี้ผิดพลาด ขอประทานอภัย ท่านผู้รู้ที่เคารพนับถือแนะนำมาว่า กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 14 ได้เปลี่ยนเป็นฉบับที่ 24 ไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2541 บัญญัติข้อนี้จึงแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็น “ถ้าจะคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตาม (2) (3) หรือ (4) ไม่ได้หรือได้แต่ไม่เหมาะสม  มหาเถรสมาคมอาจพิจารณาผ่อนผันได้เฉพาะกรณี” จึงมิใช่เป็นพระอำนาจของสมเด็จพระสังฆราชอีกต่อไป

ว่าต่อ… ครั้นเมื่อพิจารณาตามลำดับลงมาแล้วก็จะมาถึง ข้อ 15 มีบัญญัติว่า “ในการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดในภาคใด ให้เจ้าคณะภาคนั้นพิจารณาคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 6 และข้อ 14 เสนอให้เจ้าคณะใหญ่พิจารณาเพื่อมีพระบัญชาแต่งตั้งตามมติมหาเถรสมาคม”

ถ้าไม่ได้พิจารณาคุณสมบัติโดย “กฎกู” ก็ควรเป็นไปตามนี้ แล้วจะพิจารณาคุณสมบัติอย่างไรเล่า ?  ไปดูข้อ 6 ที่บัญญัติว่า พระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งตามความในข้อ 4 ต้องมีคุณสมบัติทั่วไป ดังต่อไปนี้ (1) ผ่าน (2) ผ่าน (3) มีปัญหาเรื่องการไม่ลงอุโบสถฟังสวดพระปาฏิโมกข์เป็นอาจิณหรือไม่ ? จะเข้าข่ายขาดคุณสมบัติหรือไม่ ? (ตามเอกสารหลักฐาน) ที่มีการกราบทูลถึงสมเด็จพระสังฆราชไปก่อนหน้านี้แล้ว (4) ผ่าน (5) ผ่าน (6) น่าจะมีปัญหาขาดคุณสมบัติ หรือไม่ ?  (ตามที่มีการกราบทูลฯ) ซึ่ง (6) นี้ เขียนว่า “ไม่เคยต้องคำวินิจฉัยลงโทษ ในอธิกรณ์ที่พึงรังเกียจมาก่อน”

ทั้งนี้ เอกสารหลักฐานประกอบคำกราบทูลฯ มีระบุว่า “เคยต้องคำวินิจฉัยลงโทษ” โดยองค์คณะพิจารณาอธิกรณ์ ชุดที่มี พระธรรมสิทธิเวที วัดสังเวชวิศยาราม เป็นประธานกรรมการ ได้พิจารณาสอบสวนแล้วสรุป “มีคำวินิจฉัย” ว่า พระรูปนี้ในลำดับที่ 1 จากทั้งหมดรวม 7 รูป ละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ ตามความในข้อ 55 (3) (4) (5) ในฐานความผิด

ขัดคำสั่งอันชอบด้วยการคณะสงฆ์ และการขัดคำสั่งนั้นเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่การคณะสงฆ์ ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่การคณะสงฆ์ และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จึงเสนอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งหน้าที่

เอกสารประกอบการสอนสวนและคำวินิจฉัยชุดนี้ รวมกว่า 243 แผ่น ที่นำกราบทูลถึงสมเด็จพระสังฆราชดังที่กล่าวมาแล้ว

เมื่อความจริงปรากฏดังนี้แล้ว จึงควรมาช่วยกันพิจารณาใคร่ครวญให้ดีซิว่า ขาดคุณสมบัติด้วยข้อ 6 (6) ที่เขียนว่า “ไม่เคยต้องคำวินิจฉัยลงโทษ” หรือไม่ ?  ความจริงคือ ต้องคำวินิจฉัยไปแล้ว !!

ซึ่งมิใช่ว่า เรื่องมันนานมากแล้ว จึงมีการนำเสนอเข้าสู่มหาเถรชนิดไร้ยางอาย ให้คืนตำแหน่งแก่ท่านเหล่านั้นไปเช่นเดิม เน้น !!! การตรวจสอบคุณสมบัติ ไม่มีระบุถึงการคืนจากการพักตำแหน่งหน้าที่ หรือไม่คืนการพักตำแหน่งหน้าที่แต่ประการใดเลย โปรดใช้วิจารณญาณ…

มองไปอีกประเด็น คำวินิจฉัยให้ลงโทษ นี้ มีบัญญัติอยู่ในหมวดการรักษาจริยา กฎฉบับ 24 ข้อ 53 มีบัญญัติว่า พระสังฆาธิการรูปใด ถูกผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษฐานละเมิดจริยา ต้องปฏิบัติตามทันที ถ้าเห็นว่าคำสั่งลงโทษไม่เป็นธรรม ก็มีสิทธิร้องทุกข์ได้ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในระเบียบมหาเถรสมาคมว่าด้วยการร้องทุกข์ แต่ถ้าปรากฏว่า เป็นการร้องทุกข์เท็จ ให้ถือว่าเป็นการละเมิดจริยาอย่างร้ายแรง

เมื่อยังไม่ปรากฏว่ามีการ้องทุกข์ ก็เท่ากับยอมรับคำวินิจฉัยนั้นแล้ว มิใช่หรือ ??

กระบวนการชำระอธิกรณ์อันพึงรังเกียจนี้ ประธานคณะกรรมการสอบสวน เสนอสู่เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะจังหวัด เสนอสู่เจ้าคณะภาค ตามลำดับขั้นตอน ส่วนจะมีการเสนอสู่เจ้าคณะใหญ่แล้วหรือไม่ ไม่เป็นที่เปิดเผย แต่ที่แน่ๆ “ผู้มีอำนาจแต่งตั้ง” คือ มหาเถร (เนื่องจากเป็นตำแหน่งเจ้าคณะปกครองพระอารามหลวง) เรื่องไม่การเสนอถึงมหาเถร ถูกดองเปรี้ยวดองเค็ม “ซุกขยะใต้พรม” ณ แห่งหนใดไม่ทราบ  (ตั้งแต่ปี 2553) แต่พอเวลาล่วงเลยมาถึง 5 ปี จึงนำเข้าที่ประชุมมหาเถรอีกครั้ง กลับกลายเป็นเรื่องเสนอให้เห็นชอบคืนตำแหน่งแก่ผู้ต้องคำวินิจฉัยลงโทษ ดังกล่าว

กรรมการมหาเถรสมาคมหลายรูป ถึงกับอึ้ง รำพึงรำพันในใจว่า ผู้ถือเข้ามาท่านก็เป็นกรรมการมหาเถร ทำไมไม่คิดถึงความศักดิ์สิทธิ์ของมหาเถรสมาคมบ้าง เรื่องผิดก็ต้องเป็นผิด เรื่องถูกก็ต้องเป็นถูก ดันเอาเรื่องผิดมาให้มหาเถรฟอกให้ถูก ท่านทำอย่างนี้ทำไม

กระบวนการนี้แอบแฝงอะไร ชอบมาพากลหรือไม่ ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึง เพราะสิ่งที่ควรจะกล่าวถึง คือ ใครทำให้เกิดปัญหา ใครทำให้มหาเถรต้องถูกครหา ถูกติเตียน ใครเป็นเหตุให้สมเด็จพระสังฆราชต้องอึดอัดพระทัย ในเรื่องที่ไม่น่าเป็นเรื่อง

คราวนี้มาถึงเรื่อง พระวินัยบัญญัติให้พระภิกษุสงฆ์ลงอุโบสถกรรมฟังสวดพระปาฏิโมกข์ ในวันอุโบสถ หรือวันพระจันทร์เพ็ญ และวันพระจันทร์ดับ คือวันพระข้างขึ้น 15 ค่ำ และข้างแรม 15 ค่ำ บ้าง ซึ่งเรื่องนี้มีผู้นำกราบทูลถึงสมเด็จพระสังฆราช ว่าด้วยความประพฤติด้านพระธรรมวินัยของพระภิกษุผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ไม่ลงอุโบสถฟังพระปาฏิโมกข์ โดยได้แนบเอกสารหลักฐานการลงชื่อพระภิกษุทุกรูปที่ลงอุโบสถ ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2559 ถึง วันที่ 23 มิถุนายน 2560 จำนวน 9 แผ่น  สรุปว่า ในปี 59 ลงฟังสวดพระปาฏิโมกข์ 3 ครั้ง ปี 60 ไม่เคยลงอุโบสถ

เราผู้รู้น้อย ข้อพระวินัยนี้จึงได้ถามท่านผู้รู้ ท่านชี้แจงว่า พระภิกษุจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องลงอุโบสถฟังพระปาฏิโมกข์ เพื่อทบทวนสิกขาบท 227 ข้อ ถือว่าอุโบสถบริสุทธิ์ ศีลบริสุทธิ์ ขจัดรอยด่างพร้อยของศีล ถือเป็นพระวินัยบัญญัติ หากฝืนพระวินัยข้อนี้ก็เป็นเพียงอาบัติเล็กน้อย แต่ก็หนักกว่าอาบัติทุกกฎ แน่นอนว่าการไม่ลงฟังพระปาฏิโมกข์ นอกจากจะขาดความเคารพและย่อหย่อนในพระธรรมวินัยแล้ว ยังต้องตกเป็นพระภิกษุที่แปดเปื้อนด้วยอาบัติ ไม่มีการชำระอาบัติ ปลงอาบัติ เป็นผู้สั่งสมกิเลส เปรียบได้กับน้ำใสในแก้ว ถูกสิ่งปฏิกูลสีดำหยดลงผสมไปวันละเล็กละน้อย จากน้ำใสก็ค่อยๆ เป็นสีหมองหม่นดำคล้ำ นานเข้าก็เน่าเหม็นไปทั้งแก้ว เช่นกัน พระภิกษุผู้ไม่ชำระศีลข้ามเดือนข้ามปี ย่อมหมักหมมเน่าเหม็น เป็นที่รังเกียจของหมู่สงฆ์ ท่านผู้รู้เปรียญธรรม 6 ว่ามาอย่างนี้

หากเป็นพระลูกวัดก็พอทำเนา หากเป็นเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด หมู่สงฆ์ท่านรู้เข้าก็ย่อมรังเกียจเดียดฉัน กฎมหาเถรสมาคมวางกฎเกณฑ์ไว้อย่างไร ไม่ถือปฏิบัติตาม ข้อพระวินัยมีพุทธบัญญัติไว้อย่างไร ไม่เคารพปฏิบัติตาม ช่างน่าอเนจอนาถใจ

ว่าก็ว่าเถิด หากภาคคณะสงฆ์ภาคนี้ยึดถือปฏิบัติเยี่ยงนี้ได้ ภาคคณะสงฆ์อื่นๆ ก็ย่อมปฏิบัติเยี่ยงนี้ได้เสมอเหมือนกัน มิใช่หรือ หรือว่าภาคนี้เป็นเขตปกครองพิเศษ ??

ย้อนถึงความตอนที่แล้ว งานมีได้-มีเสีย เนื่องจากมีงบลงทุนถึง 30 ล้าน กับกุญแจเบนซ์หรูอีก 1 พวง ดังนั้นกระบวนการหยามเกียรติมหาเถรจึงจำต้องดิ้นอย่างสุดฤทธิ์

ที่พินิจพิเคราะห์มาดังนี้ คงมิใช่เฉพาะทำตามหน้าที่คอลัมนิสต์ แต่ด้วยหน้าที่ของพุทธบริษัทสี่ ผู้ทำนุ บำรุง รักษาพระพุทธศาสนา จึงขอฝากสิ่งเหล่านี้แด่ทุกท่านได้โปรดช่วยกันพินิจพิจารณาด้วย “โยนิโสมนสิการ” ขอได้โปรดติดตาม กรณีฉาว.!!! ตอนต่อไปครับท่าน

                ณ. หนูแก้ว